คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาย ภ. โจทก์
ที่ ๒๐๕/๒๕๖๗ นาง ฉ. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ภายหลังทำสัญญาจำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพียงบางส่วน โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่าโจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทน แต่จากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานคดีได้ความว่าจำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ม. จำกัด สอดคล้องกับเอกสารท้ายคำให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์เพื่อนำไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการของบริษัทดังกล่าว อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยจึงมิใช่ผู้บริโภค แม้โจทก์ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงิน โจทก์และจำเลยก็ไม่มีนิติสัมพันธ์ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคต่อกัน ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลกู้ยืมเงิน จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์