ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์           นางสาว ผ.                    โจทก์

ที่  ๓๐๘/๒๕๖๗                                     นาง น.                          จำเลย

                    โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ไม่ได้ประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงิน จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์หลายครั้งรวมเป็นเงิน ๔๖๘,๕๐๐ บาท ต่อมาจำเลยลงลายมือชื่อและกรอกข้อความบางส่วนในสัญญากู้ยืมเงินมอบไว้ให้แก่โจทก์โดยไม่ได้กรอกจำนวนเงินกู้ อัตราดอกเบี้ย และวันครบกำหนดชำระหนี้ไว้ ต่อมาเมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๖ จำเลยเขียนข้อความรับว่าเป็นหนี้โจทก์ ๔๖๘,๕๐๐ บาท ตกลงผ่อนชำระหนี้ปีละ ๒ ครั้ง เริ่มชำระงวดแรกภายในเดือนมิถุนายน ๒๕๖๖ และจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในปี ๒๕๖๘ แต่จำเลยผิดนัดตั้งแต่งวดแรก โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

                   จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

                   จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                   โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่าไม่ได้ประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงิน คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค

                   พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทน
ผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงิน แม้มีข้อตกลงให้เรียกดอกเบี้ยในสัญญา แต่ไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้และโจทก์ไม่ได้เรียกให้จำเลยวางหลักประกันการให้กู้ยืมเงินจำนวนมาก อันเป็นการผิดวิสัยของผู้ประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงิน และจากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานคดีศาลจังหวัดนครราชสีมาไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยยื่นฟ้องบุคคลอื่นในมูลให้กู้ยืมเงิน พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่า โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะผู้ให้บริการและไม่เป็น
ผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ โจทก์และจำเลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภคต่อกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้อันมีมูลจากการกู้ยืมเงิน จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)

                   วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

 

                                                                            (นางสุวิชา   นาควัชระ)
                                                                             ประธานศาลอุทธรณ์