คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ บริษัท บ จำกัด. โจทก์
ที่ ๒๓๘/๒๕๖๗ นาย ธ ที่ 1 กับพวกรวม ๒ คน จำเลย
โจทก์ประกอบกิจการบริหารสินทรัพย์และเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้และหลักประกันจากธนาคาร ท จำกัด (มหาชน) โจทก์จึงเป็นผู้สืบสิทธิและอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกันกับธนาคารเจ้าหนี้เดิม ส่วนจำเลยที่ ๑ ผู้กู้เป็นบุคคลธรรมดา แม้จำเลยทั้งสองอ้างในคำร้องว่านำเงินที่ได้รับไปใช้ในการประกอบกิจการร้านค้าจำหน่ายโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ก็เป็นการใช้สินเชื่อด้วยตนเองในการประกอบอาชีพและไม่ปรากฏว่าเป็นกิจการค้าขนาดใหญ่ จำเลยที่ ๑ จึงเป็นผู้บริโภค เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ในมูลสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาบัญชีเดินสะพัด และบังคับจำนอง โดยให้จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองร่วมรับผิดตามฟ้องจึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินเพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไป เดิมจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาสินเชื่อเงินกู้ 1,700,000 บาท และสัญญาบัญชีเดินสะพัดวงเงินรวม ๑๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท กับธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ตกลงชำระดอกเบี้ยตามอัตราและวิธีการที่กำหนดไว้ในสัญญาและประกาศธนาคาร โดยจำเลยทั้งสองจดทะเบียนจำนองทรัพย์สินเป็นประกัน มีจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ กับมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมทำหนังสือค้ำประกันการชำระหนี้ ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ ๑ ไม่สามารถชำระหนี้ได้ จำเลยทั้งสองจึงทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคาร แต่จำเลยทั้งสองผิดนัด ต่อมาธนาคารโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้และหลักประกันที่มีต่อจำเลยทั้งสองให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และบังคับจำนอง
จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ประกอบการธนาคารพาณิชย์ ให้จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาบัญชีเดินสะพัดโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน ธนาคารดังกล่าว จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ โจทก์ประกอบกิจการบริหารสินทรัพย์และเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้รวมถึงหลักประกันที่ธนาคารมีต่อจำเลยทั้งสอง โจทก์จึงเป็นผู้สืบสิทธิและอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกันกับเจ้าหนี้เดิม ส่วนจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้กู้นั้นเป็นบุคคลธรรมดา แม้จำเลยทั้งสองอ้างในคำร้องว่านำเงินที่ได้รับไปใช้ในการประกอบกิจการร้านค้าจำหน่ายโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ ก็เป็นการใช้สินเชื่อด้วยตนเองในการประกอบอาชีพและไม่ปรากฏว่าเป็นกิจการค้าขนาดใหญ่ จำเลยที่ ๑ จึงเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ในมูลสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาบัญชีเดินสะพัด และบังคับจำนอง โดยให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันและ ผู้จำนองร่วมรับผิดตามฟ้อง จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
วินิจฉัย ณ วันที่ ๒๘ เดือน กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๗
สุวิชา นาควัชระ
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์