คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ บริษัทอ. จำกัด โจทก์
ที่ ๑๐๒/๒๕๖๘ นางสาวพ. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบธุรกิจให้เช่าทรัพย์สิน จำเลยทำสัญญาเช่าคอนโดมิเนียม“ด.” จากโจทก์ ๑ ห้องเพื่ออยู่อาศัย มีกำหนดเวลาเช่า ๑ ปี ตกลงค่าเช่าเดือนละ ๕๐,๐๐๐ บาท เมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญา โจทก์และจำเลยตกลงต่อสัญญาเช่าโดยมีเงื่อนไขตามสัญญาเดิม ภายหลังทำสัญญาจำเลยผิดนัดชำระค่าเช่า โจทก์ทวงถามและบอกเลิกสัญญาแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย และยังคงครอบครองใช้ประโยชน์ทรัพย์สินที่เช่าทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปกับให้ชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภค หมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่า โจทก์ประกอบธุรกิจให้เช่าทรัพย์สินและให้จำเลยเช่าห้องชุดโดยเรียกค่าเช่าเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ การซื้อและขาย หมายความรวมถึงการเช่าและให้เช่าด้วย โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าจึงอยู่ในฐานะผู้ขายและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าและอยู่ในฐานะผู้ซื้อนั้น ได้ความตามคำฟ้องว่า จำเลยเช่าคอนโดมิเนียมจากโจทก์เพื่ออยู่อาศัย ไม่ปรากฏว่าจำเลยแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากทรัพย์สินที่เช่า จำเลยจึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลสัญญาเช่า จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภค
(นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์)
ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา
ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์