คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์
ที่ ๘๕๒/๒๕๖๗
นายล. โจทก์
บริษัทย. กับพวก จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นชาวต่างชาติ สัญชาติรัสเซีย จำเลยทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำเลยทั้งสองร่วมกันพัฒนาโครงการยูโทเปีย ในหาน เพื่อขายและให้เช่า โจทก์ทำสัญญาเช่าห้องชุดในโครงการดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 จำนวน ๑ ห้อง ระยะเวลาการเช่า 30 ปี มีข้อตกลงว่าเมื่อครบกำหนด ๕ ปี แล้ว หากโจทก์ต้องการคืนห้องชุด จำเลยทั้งสองตกลงรับซื้อคืนในราคาเดิม และโจทก์ทำบันทึกข้อตกลงรับประกันชำระค่าตอบแทนการเช่าห้องชุดดังกล่าวกับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ ๒ จะนำห้องชุดออกให้บุคคลภายนอกเช่าหรือหาผลประโยชน์และจะชำระค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ตามอัตราที่กำหนดไว้ ภายหลังทำสัญญา โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนและจดทะเบียนการเช่าห้องชุดให้โจทก์แล้ว แต่จำเลยที่ 2 ผิดนัดชำระเงินค่าตอบแทนการเช่าห้องชุดและจำเลยทั้งสองบอกเลิกสัญญาโดยไม่ชอบ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงไม่ประสงค์ทำธุรกิจกับจำเลยทั้งสองอีกต่อไป ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าตอบแทน ค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ทางธุรกิจ และคืนเงินค่าเช่าห้องชุดตามระยะเวลาการเช่า ส่วนที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ให้รับโอนห้องชุดที่เช่าคืนจากโจทก์ กับให้จำเลยที่ ๑ แก้ไขรายการจดทะเบียนการเช่าต่อสำนักงานที่ดินให้ถูกต้อง
จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่าคดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยทั้งสองประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำเลยที่ ๑ ให้โจทก์เช่าห้องชุดโดยเรียกค่าเช่าเป็นค่าตอบแทน ส่วนจำเลยที่ ๒ ทำบันทึกข้อตกลงนำห้องชุดออกให้เช่าหรือหาผลประโยชน์และจะชำระค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ การซื้อและขาย หมายความรวมถึงการเช่าและให้เช่าด้วย จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ให้เช่าจึงอยู่ในฐานะผู้ขาย ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ให้บริการ จำเลยทั้งสองจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนโจทก์ซึ่งอยู่ในฐานะผู้เช่านั้นเป็นชาวต่างชาติ ไม่มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรไทย แม้โจทก์ทำสัญญาเช่าห้องชุดในคดีนี้เพียง ๑ ห้อง แต่ได้ความตามคำร้องขอให้วินิจฉัยของจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์ซื้อและเช่าห้องชุดอื่นอีก 7 ห้อง รวมเป็นห้องชุด 8 ห้อง เกินกว่าความจำเป็นในการอยู่อาศัย เมื่อมีข้อตกลงรับประกันชำระค่าตอบแทนแก่โจทก์และข้อตกลงรับคืนห้องชุด พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่าโจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดตามฟ้อง โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองในมูลสัญญาเช่าห้องชุดและบันทึกข้อตกลงชำระผลตอบแทน จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์