ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์

ที่  ๘๕๐/๒๕๖๗                                                                             

บริษัทบ.                                  โจทก์

ห้างหุ้นส่วนจำกัด จ.กับพวก              จำเลย

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบธุรกิจบริหารสินทรัพย์ จำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ เดิมจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)  ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทำสัญญากู้ยืมเงินจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ตกลงชำระดอกเบี้ยตามอัตราและวิธีการที่กำหนดไว้ในสัญญาและประกาศธนาคาร มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ จดทะเบียนจำนองทรัพย์สินเป็นประกันการชำระหนี้ ภายหลังทำสัญญาจำเลยทั้งสามผิดนัดชำระหนี้ ต่อมาธนาคารโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้และหลักประกันดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้อง ทวงถาม และบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และบังคับจำนอง

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ประกอบการธนาคารพาณิชย์ ให้จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาบัญชีเดินสะพัด กับให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทำสัญญากู้ยืมเงิน โดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน ธนาคารดังกล่าวจึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ โจทก์ประกอบกิจการบริหารสินทรัพย์และเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้และหลักประกันดังกล่าว จึงเป็นผู้สืบสิทธิและอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกันกับเจ้าหนี้เดิม ส่วนจำเลยที่ ๑ นั้นเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบกิจการค้าแสวงหากำไร มีจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาบัญชีเดินสะพัด และจำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๓ ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์เพื่อนำเงินไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการ อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระหนี้ในมูลสัญญาบัญชีเดินสะพัด สัญญากู้ยืมเงิน ค้ำประกัน และบังคับจำนอง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)

        วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

 

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

  ประธานศาลอุทธรณ์