ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์          บริษัท อ. จำกัด                                                           โจทก์

ที่  ๒๔๐/๒๕๖๗                                 นาย ช. ที่ ๑ กับพวก                          จำเลย   

                                                    บริษัท อ. จำกัด                                                           โจทก์

                                                     บริษัท ฮ. จำกัด                                             จำเลย   

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งให้รวมพิจารณา เพื่อความสะดวกในการวินิจฉัย ให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ ให้เรียกจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตามลำดับ ให้เรียกจำเลยสำนวนหลังว่าจำเลยที่ ๓

สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการขนส่งและขนถ่ายสินค้าและคนโดยสาร โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คธนาคาร ท. จำกัด (มหาชน) จำนวน ๑๒ ฉบับ ซึ่งมีจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คทั้งสิบสองฉบับ เพื่อชำระหนี้ทางการค้าให้แก่โจทก์ เมื่อเช็คทั้งสิบสองฉบับถึงกำหนด โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า เช็คที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเช็คของจำเลยที่ ๓ โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ขอให้ยกฟ้อง

สำนวนหลังโจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการขนส่งและขนถ่ายสินค้าและคนโดยสาร โจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ ๓ ให้ดำเนินการส่งสินค้าและเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าส่งให้โจทก์ จำเลยที่ ๓ ส่งสินค้าและรับเงินจากลูกค้าแล้ว แต่จำเลยที่ ๓ ไม่ส่งมอบเงินให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ ๓ ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้แก่โจทก์ ตกลงชำระหนี้ทันทีเมื่อโจทก์ทวงถาม โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ ๓ ชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยที่ ๓ เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๓ ชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยที่ ๓ ให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ส่งมอบสินค้าประเภทวัตถุมงคลเพื่อตีใช้หนี้ให้โจทก์แล้ว มูลหนี้ตามคำฟ้องของโจทก์กำหนดจำนวนเงินไม่ถูกต้อง โจทก์ค้างชำระค่าสินค้าและบริการกับจำเลยที่ ๓ ขอให้โจทก์ชำระค่าสินค้าและบริการพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ ๓

 โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

                  จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

  พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ประกอบกิจการขนส่งและขนถ่ายสินค้าและคนโดยสารตามทางการค้าปกติของตนและเป็นผู้ทรงเช็คอันสืบเนื่องมาจากการชำระหนี้ทางการค้า โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยที่ ๓ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร มีจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ ๓ รับจ้างช่วงโจทก์ขนส่งสินค้า อันเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยที่ ๓ จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ชำระหนี้ตามเช็คอันมีมูลจากหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งเป็นมูลหนี้จากสัญญาว่าจ้างช่วงจำเลยที่ ๓ ขนส่งสินค้า จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภค ตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔) สำหรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๓ ซึ่งยื่นภายหลังที่มีการฟ้องคดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภคตามนัยมาตรา ๒๑

วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

 

(นางสุวิชา   นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์