คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์บริษัท ร. จำกัด (มหาชน) โจทก์
ที่ ๔๘๔/๒๕๖๗ นาย ก. กับพวก จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการให้เช่าซื้อทรัพย์สิน จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกใช้แล้วกับโจทก์ มีจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์ทวงถามและบอกเลิกสัญญาแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนกับให้ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการให้เช่าซื้อทรัพย์สินและให้จำเลยที่ ๑ เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกโดยเรียกค่าเช่าซื้อเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ การซื้อและขายหมายความรวมถึงการเช่าซื้อและให้เช่าซื้อด้วย โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ขายและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อและอยู่ในฐานะผู้ซื้อนั้นเป็นบุคคลธรรมดา แม้จะทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกจากโจทก์เพื่อนำไปใช้ในกิจการรับจ้างขนส่งสินค้าก็เป็นการใช้ทรัพย์ที่เช่าซื้อด้วยตนเองในการประกอบอาชีพเพื่อดำรงชีพและไม่ปรากฏว่าเป็นกิจการค้าขนาดใหญ่ จำเลยที่ ๑ จึงเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ในมูลเช่าซื้อ โดยให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์