ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์    นายหรือจ่าเอก ส.                                            โจทก์

ที่ ๔๘๖/๒๕๖๗                             นายณ. กับพวก                                              จำเลย

 

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการค้าขายรถยนต์ มีจำเลยที่ ๑ เป็นพนักงานขาย โจทก์สั่งจองรถยนต์ยี่ห้อ มิตซูบิชิ ปาเจโร่ กับจำเลยทั้งสอง โจทก์ชำระเงินจอง ๒,๐๐๐ บาท พร้อมส่งมอบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาบัตรข้าราชการ สำเนาทะเบียนบ้านซึ่งโจทก์ได้ลงลายมือชื่อไว้ และจำเลยทั้งสองนำเอกสารอีกหลายฉบับมาให้โจทก์ลงลายมือชื่อ ต่อมาโจทก์ไม่ต้องการรถยนต์ดังกล่าวแล้วและขอรับเอกสารของโจทก์คืน แต่จำเลยทั้งสองแจ้งโจทก์ว่าไม่สามารถคืนเอกสารให้แก่โจทก์ได้และจะทำลายเอกสารของโจทก์ทั้งหมด แต่จำเลยทั้งสองกลับนำเอกสารของโจทก์ไปปลอมลายมือชื่อโจทก์ แล้วทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับธนาคารก. จำกัด (มหาชน) ต่อมาโจทก์ถูกธนาคารดังกล่าวฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดศรีสะเกษ ศาลจังหวัดศรีสะเกษ พิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์เคยสั่งจองรถยนต์จากจำเลยทั้งสอง แต่โจทก์แจ้งยกเลิกการจองไปยังจำเลยทั้งสองแล้ว การที่จำเลยทั้งสองนำเอกสารหลักฐานของโจทก์และปลอมลายมือชื่อโจทก์แล้วทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับธนาคารก. จำกัด (มหาชน) โจทก์จึงไม่ได้เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการใด ๆ จากจำเลยทั้งสอง โจทก์และจำเลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคต่อกัน ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายในมูลละเมิด จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่าง ผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)

วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์