คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ธนาคารท. จำกัด (มหาชน) โจทก์
ที่ ๑๐๕/๒๕๖๗ นายพ. ที่ ๑ กับพวกรวม ๓ คน จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดกับโจทก์ ๓ ฉบับ วงเงินรวม ๑๖,๕๐๐,๐๐๐ บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยตามอัตราและวิธีการที่กำหนดไว้ในสัญญาและประกาศโจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจำนำสิทธิการรับเงินฝากคืนมอบแก่โจทก์มีจำเลยที่ ๓ ทำสัญญาค้ำประกัน กับมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมทำหนังสือค้ำประกันการชำระหนี้ ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่สามารถชำระหนี้ได้จำเลยทั้งสามจึงทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์ แต่จำเลยทั้งสามผิดนัด โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้จำเลยที่ ๓ ชำระแทน
จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ประกอบการธนาคารพาณิชย์ โจทก์ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒เป็นบุคคลธรรมดาทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน แม้ปรากฏตามคำร้องว่าจะนำเงินที่ได้รับไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในกิจการรับซื้อของเก่า ก็เป็นการใช้ในการประกอบอาชีพและไม่ปรากฏว่าเป็นกิจการค้าขนาดใหญ่ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในมูลสัญญาบัญชีเดินสะพัด โดยให้จำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมรับผิดตามฟ้อง จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์