คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นางร. โจทก์
ที่ ๑๐๗/๒๕๖๘ นายท. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยก่อสร้างรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กบนที่ดินของโจทก์ ตกลงค่าจ้าง ๑,๓๐๘,๐๐๐ บาท แบ่งชำระตามงวดงาน ภายหลังทำสัญญาจำเลยทำงานที่รับจ้างล่าช้าและละทิ้งงาน โจทก์ให้บุคคลภายนอกตรวจสอบปริมาณงานที่จำเลยดำเนินการไปจึงทราบว่าจำเลยเบิกเงินค่าจ้างเกินกว่าปริมาณงานก่อสร้าง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ทวงถามและบอกเลิกสัญญาแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินค่าจ้างและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า จำเลยไม่ได้ประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้าง คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
ศาลจังหวัดขอนแก่นส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่า จำเลยรับจ้างโจทก์ก่อสร้างรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กอันเป็นการรับจัดทำการงานโดยเรียกค่าตอบแทนเป็นเงินและมิใช่การจ้างแรงงานจึงเป็นการบริการ เมื่อพิจารณาจากลักษณะงานตามสัญญาจ้างและการแบ่งงวดงานประกอบกับจำนวนเงินค่าจ้างบ่งชี้ว่าเป็นการทำงานที่ต้องอาศัยความรู้และความชำนาญอย่างผู้มีวิชาชีพโดยเฉพาะ พฤติการณ์เชื่อได้ว่า จำเลยรับจ้างทำงานดังกล่าวตามทางการค้าปกติของตน จำเลยจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างนั้นเป็นบุคคลธรรมดาไม่ปรากฏว่าโจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากงานที่ว่าจ้างอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้รับบริการและเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลสัญญาจ้างทำของ จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภค
(นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์)
ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา
ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์