ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์          นาย ฌ. ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน                  โจทก์

ที่  ๑๑๓/๒๕๖๗                                   บริษัท น. จำกัด ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน             จำเลย

              โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์ทั้งสองทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องชุดในโครงการ น. กับจำเลยทั้งสอง ๒ ห้อง มีข้อตกลงว่า หากโจทก์ทั้งสองชำระราคาสิทธิการเช่าห้องชุดครบถ้วนก่อนก่อสร้างเสร็จ จำเลยทั้งสองจะชำระเงินคืนให้แก่โจทก์ทั้งสองอัตราร้อยละ ๑๐ ต่อปี ของราคาสิทธิการเช่าห้องชุด จนกว่าจะก่อสร้างเสร็จ เมื่อก่อสร้างเสร็จและจดทะเบียนการเช่าแก่โจทก์ทั้งสองแล้ว จำเลยทั้งสองตกลงชำระเงินค่ารับประกันการเช่าแก่โจทก์ทั้งสองตามอัตราที่กำหนดไว้ กับมีข้อตกลงรับซื้อสิทธิการเช่าห้องชุดคืนในราคาสูงกว่าราคาเดิม ภายหลังทำสัญญาโจทก์ทั้งสองชำระราคาสิทธิการเช่าห้องชุดครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ก่อสร้างโครงการและผิดนัดชำระเงินคืนแก่โจทก์ทั้งสอง ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย โจทก์ทั้งสองจึงบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยทั้งสองทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องชุดให้แก่โจทก์ทั้งสองตามทางการค้าปกติของตน จำเลยทั้งสองจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ทั้งสองเป็นชาวต่างชาติ ไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรไทย แม้โจทก์ทั้งสองทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องชุดในคดีนี้ ๒ ห้อง แต่ได้ความจากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานคดีว่า โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการอื่นอีก ๓ ห้อง รวมเป็นห้องชุด ๕ ห้อง เกินกว่าความจำเป็นในการอยู่อาศัย เมื่อมีข้อตกลงคืนเงินก่อนก่อสร้างเสร็จ ข้อตกลงชำระเงินค่ารับประกันการเช่า และข้อตกลงรับซื้อห้องชุดคืนสูงกว่าราคาเดิม พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่า โจทก์ทั้งสองแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดอีกต่อหนึ่ง โจทก์ทั้งสองจึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องชุด จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)

                   วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์