ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์

ที่  ๕๒๑/๒๕๖๗                                     นาย อ.                                            โจทก์                                                                                                                                    

                                                                  บริษัท อ. กับพวก                            จำเลย

                 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีสำนักงานอยู่ที่เดียวกัน จำเลยที่ ๑ ประกอบกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ จำเลยที่ ประกอบกิจการออกแบบ ติดตั้ง และจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า มีจำเลยที่ เป็นผู้ถือหุ้น โจทก์ต้องการติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่น กล่องควบคุมอุณหภูมิในสระน้ำ พร้อมท่อ PPR ที่บ้านพักจึงติดต่อจำเลยที่ ๓ เกี่ยวกับรายละเอียดและค่าบริการติดตั้ง เมื่อตกลงกันได้แล้ว จำเลยที่ ๑ ส่งใบเรียกเก็บเงินให้แก่โจทก์โดยระบุให้โอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวของจำเลยที่ ๓ โจทก์โอนเงินค่าบริการครบถ้วน จำเลยทั้งสามจึงส่งพนักงานเข้าไปติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่น กล่องควบคุมอุณหภูมิในสระน้ำ พร้อมท่อ PPR แล้วเสร็จและส่งมอบงานให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์ใช้งานได้เพียง ๖ วัน เครื่องทำน้ำอุ่นขัดข้อง โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสามแก้ไขแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

                    จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง

                    จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

               พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๒ ประกอบกิจการให้บริการติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า มีจำเลยที่ ๓ เป็นผู้ถือหุ้น จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ รับจ้างโจทก์ติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่น กล่องควบคุมอุณหภูมิในสระน้ำพร้อมท่อ PPR โดยจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ออกใบเรียกเก็บเงินให้โจทก์ชำระค่าบริการ โดยจำเลยทั้งสามเรียกค่าบริการเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน จำเลยทั้งสามจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างและเป็นผู้รับบริการนั้น ไม่ปรากฏว่าโจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามในมูลจ้างทำของ จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)

                 วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค                                                

 

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

  ประธานศาลอุทธรณ์