ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์

ที่  ๕๒๓/๒๕๖๗

                                                       นาย ส.                                          โจทก์

                                                        นาย พ.                                          จำเลย

                 โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบธุรกิจรับเลี่ยมและจำหน่ายกรอบพระเครื่องทองคำ รวมทั้งเครื่องประดับต่าง ๆ ใช้ชื่อว่า “ร้าน ท.” โจทก์ชอบเก็บสะสมพระเครื่องบูชา แต่ไม่ได้ประกอบธุรกิจจำหน่ายพระเครื่องบูชา จำเลยเป็นลูกค้าร้านของโจทก์ จำเลยประกอบธุรกิจจำหน่ายพระเครื่องบูชา นับแต่ช่วงปลายปี ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๖๓ โจทก์ซื้อพระเครื่องบูชาหลวงปู่ทวดและหลวงพ่อเงินจากจำเลย รวม ๔ องค์ เป็นเงิน ๑,๘๙๐,๐๐๐ บาท โจทก์ชำระราคาและรับมอบพระเครื่องจากจำเลยแล้ว ในช่วงกลางปี ๒๕๖๕ โจทก์นำพระเครื่องทั้งสี่องค์ไปตรวจพิสูจน์และทราบผลจากสถาบันตรวจพิสูจน์ว่าพระเครื่องทุกองค์ไม่แท้ โจทก์ทวงถามให้จำเลยคืนเงิน แต่จำเลยปฏิเสธ ต่อมาเดือนตุลาคม ๒๕๖๕ จำเลยส่งมอบพระเครื่องบูชาของวัดต่าง ๆ รวม ๑๐ องค์ ให้แก่โจทก์แทนการคืนเงิน โจทก์นำพระเครื่องทั้งสิบองค์ส่งตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าไม่ใช่พระเครื่องแท้ โจทก์ส่งมอบพระเครื่องคืนให้แก่จำเลยและทวงถามให้จำเลยคืนเงิน แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

                 จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า จำเลยไม่ได้ประกอบธุรกิจ ค้าขายพระเครื่อง คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแพ่งพระโขนงส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่า จำเลยประกอบธุรกิจจำหน่ายพระเครื่อง และจำหน่ายต่อเนื่องให้แก่โจทก์ ๔ องค์ เมื่อโจทก์ตรวจสอบว่าพระเครื่องดังกล่าวไม่ใช่ของแท้ จำเลยยังคงส่งมอบพระเครื่องของวัดอื่น ๆ แทนพระเครื่องเดิมอีกถึง ๑๐ องค์ พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่าจำเลยจำหน่ายพระเครื่องตามฟ้องให้แก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อนั้น ไม่ปรากฏว่าโจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลซื้อขายพระเครื่อง จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)

                 วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

 

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

  ประธานศาลอุทธรณ์