ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์          นายล.                                                                                       โจทก์

ที่  ๑๔๙/๒๕๖๗                                  บริษัทบ. จำกัด หรือบริษัทบ. จำกัด ที่ ๑กับพวกรวม ๓ คน            จำเลย

                     โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน  โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการ C. ของจำเลยทั้งสาม ๑ ห้อง และรับโอนกรรมสิทธิ์อีก ๑ ห้อง จากพี่ชาย จำเลยทั้งสามตกลงว่าจะนำห้องชุดออกบริหารจัดการและจะชำระผลตอบแทนให้แก่โจทก์ตามอัตราที่กำหนดไว้ ภายหลังทำสัญญา โจทก์ชำระราคาห้องชุดครบถ้วนและรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวโดยจำนองไว้กับธนาคารแล้ว แต่จำเลยทั้งสามไม่บริหารจัดการห้องชุดและชำระผลตอบแทนตามคำโฆษณา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามคืนเงินค่าห้องชุดและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์แล้วจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดคืนไป หากไม่สามารถดำเนินการได้ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

                    จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์ซื้อห้องชุดเพื่อแสวงหากำไร คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

                      จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                      โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค

                      พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตาม มาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยทั้งสามร่วมกันโฆษณาและทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดให้แก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยทั้งสามจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเพียง ๑ ห้องและรับโอนกรรมสิทธิ์จากพี่ชายอีก ๑ ห้อง ซึ่งอยู่ติดกัน แม้มีคำโฆษณาว่าจะนำห้องชุดออกบริหารจัดการและจะชำระเงินผลตอบแทนแก่โจทก์ ก็ถือเป็นวิธีการขายห้องชุดของจำเลยทั้งสามให้ได้จำนวนมาก เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ประกอบธุรกิจซื้อขายหรือให้เช่าห้องชุด พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่าโจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดตามฟ้อง โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้  บังคับจำเลยทั้งสามอันมีมูลจากสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)

                    วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์