ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์      บริษัท บ.                                โจทก์

 

ที่  ๑๙๙/๒๕๖๗                            นาย ค. ที่ ๑ กับพวก                    จำเลย

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการบริหารสินทรัพย์ เดิมจำเลยที่ ๑ ขอสินเชื่อหลายประเภทกับบริษัทธนาคาร ก. จำกัด (มหาชน) ตกลงชำระดอกเบี้ยตามอัตราและวิธีการที่กำหนดไว้ในสัญญาและประกาศธนาคาร โดยจำเลยทั้งสองจดทะเบียนจำนองทรัพย์สินเป็นประกัน กับมีจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ ๑ ไม่สามารถชำระหนี้ได้ จึงทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคารรับว่ามีหนี้ค้างชำระ ๑๐,๓๙๒,๕๔๐.๔๙ บาท ตกลงผ่อนชำระตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญา แต่จำเลยที่ ๑ ผิดนัด ต่อมาธนาคารโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้และหลักประกันที่มีต่อจำเลยทั้งสองให้แก่โจทก์โจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์และบังคับจำนองจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

                   จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่าบริษัทธนาคาร ก. จำกัด (มหาชน) ประกอบการธนาคารพาณิชย์และให้สินเชื่อหลายประเภทแก่จำเลยที่ ๑ โดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน ธนาคารดังกล่าวจึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคพ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ โจทก์ประกอบกิจการบริหารสินทรัพย์และเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้รวมถึงหลักประกันที่ธนาคารมีต่อจำเลยทั้งสอง โจทก์จึงเป็นผู้สืบสิทธิและอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกันกับเจ้าหนี้เดิม ส่วนจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ขอสินเชื่อและอยู่ในฐานะผู้รับบริการนั้นเป็นบุคคลธรรมดาและขอสินเชื่อจากธนาคารซึ่งเป็นสถาบันการเงินแม้จะใช้สินเชื่อในการประกอบกิจการร้านกระจกและอะลูมิเนียม ก็เป็นการใช้สินเชื่อด้วยตนเองในการประกอบอาชีพและไม่ปรากฏว่าเป็นกิจการค้าขนาดใหญ่ จำเลยที่ ๑ จึงเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ในมูลสัญญาสินเชื่อและบังคับจำนอง โดยให้จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองร่วมรับผิดตามฟ้อง จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)

วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

 

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์