ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์             นาย ส.                                  โจทก์

ที่  ๒๐๙/๒๕๖๗                                    นางสาว ม. ที่ ๑ กับพวก              จำเลย

                   โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยทั้งสอง ๕๐๐,๐๐๐ บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๓๖ ต่อปี โดยโจทก์จะจดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(นส. ๓ ก.) เลขที่ xxxx เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ แต่จำเลยทั้งสองกลับให้โจทก์จดทะเบียนขายที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสองเพื่ออำพรางการกู้ยืมเงิน โจทก์ชำระหนี้บางส่วนให้แก่จำเลยทั้งสองแล้ว คงมีหนี้ค้างชำระ ๒๒๐,๐๐๐ บาท ต่อมาโจทก์จะนำเงินไปชำระหนี้ให้แก่จำเลยทั้งสองเพื่อให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองปฏิเสธ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาขายที่ดินตามฟ้องและบังคับจำเลยทั้งสองยึดถือที่ดินดังกล่าวไว้จนกว่าจะรับชำระหนี้ ๒๒๐,๐๐๐ บาท จากโจทก์ครบถ้วน

                จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงิน คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค โจทก์ขายฝากที่ดินตามฟ้องไว้กับผู้มีชื่อแล้วไม่มีเงินไถ่ถอน จึงให้จำเลยที่ ๑ ติดต่อจำเลยที่ ๒ นำเงินไปไถ่ถอนที่ดินดังกล่าวมาโดยโจทก์จดทะเบียนขายให้แก่จำเลยที่ ๒ ไว้ก่อน เนื่องจากมีบ้านที่โจทก์พักอาศัยอยู่ในที่ดิน และโจทก์ตกลงจะซื้อที่ดินดังกล่าวคืนจากจำเลยที่ ๒ ในราคา ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๔) คดีแพ่งที่มีกฎหมายบัญญัติให้ใช้วิธีพิจารณาตามพระราชบัญญัตินี้และพระราชบัญญัติคุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๔ คำว่า ผู้ขายฝาก หมายความว่า บุคคลธรรมดาซึ่งเป็นผู้ขายตามสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย และคำว่า ที่อยู่อาศัย หมายความว่าอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างและหรือที่ดินที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยหรือที่เกี่ยวเนื่องกับการอยู่อาศัยหรือเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย โจทก์อ้างตามฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามฟ้องและกู้ยืมเงินจากจำเลยทั้งสองโดยจดทะเบียนขายที่ดินอำพรางการกู้ยืมเงิน จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและโจทก์มีบ้านพักอาศัยในที่ดินดังกล่าว โจทก์จดทะเบียนขายฝากที่ดินอันเป็นที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีชื่อและขอให้จำเลยทั้งสองไถ่ถอนที่ดินดังกล่าวแล้วจดทะเบียนโอนขายให้แก่จำเลยที่ ๒ อำพรางการกู้ยืมเงิน โดยตกลงกันว่าจะขายที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ราคา ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งพระราชบัญญัติคุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๙ บัญญัติว่า สัญญาซื้อขายที่อยู่อาศัยที่มีเงื่อนไขจะขายคืน มีคำมั่นว่าจะขายหรือมีสัญญาจะขายคืนหรือเงื่อนไขอื่นในทำนองเดียวกัน ให้ถือว่าเป็นสัญญาขายฝาก และตามมาตรา ๑๑ บัญญัติให้คดีที่มีข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการขายฝากเป็นคดีผู้บริโภคตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค โดยให้ถือว่าผู้ขายฝากเป็นผู้บริโภค โจทก์จึงเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ส่วนปัญหาว่าสัญญาขายที่ดินเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันในชั้นพิจารณา เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนซื้อขายที่ดินและรับชำระหนี้อันมีมูลจากการกู้ยืมเงิน จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ ตามมาตรา ๓ (๔)

                   วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์