ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์      นาย ส.                                    โจทก์
ที่  ๒๒๓/๒๕๖๗                             นาย พ.                                    จำเลย 

                 โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบธุรกิจรับเลี่ยมและจำหน่ายกรอบพระเครื่องทองคำ รวมทั้งเครื่องประดับต่าง ๆ ใช้ชื่อว่า “ร้านทอง ส.” โจทก์ชอบเก็บสะสมพระเครื่องบูชาแต่ไม่ได้ประกอบธุรกิจจำหน่ายพระเครื่องบูชา จำเลยเป็นลูกค้าร้านของโจทก์ จำเลยประกอบธุรกิจจำหน่ายพระเครื่องบูชา ระหว่างเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๑ ถึงเดือนธันวาคม ๒๕๖๓ โจทก์ขอซื้อพระเครื่องสมเด็จพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร พิมพ์ต่าง ๆ จากจำเลยหลายครั้ง รวม ๑๓ องค์ เป็นเงิน ๑๗,๔๘๔,๘๐๐ บาท โจทก์ชำระราคาและรับมอบพระเครื่องจากจำเลยแล้ว เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๖๕ โจทก์นำพระเครื่องทั้งสิบสามองค์ดังกล่าวไปตรวจสอบที่สำนักงานนิตยสารพระท่าพระจันทร์และสถาบันรับรองและตรวจสอบวัตถุมงคลแห่งประเทศไทย จึงทราบว่าพระเครื่องดังกล่าว ไม่ใช่พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหารแท้ โจทก์ทวงถามให้จำเลยคืนเงินและรับพระเครื่องดังกล่าวจากโจทก์แล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินค่าพระเครื่องตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ยและชำระค่าเสียหายแก่โจทก์
               จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า จำเลยไม่ได้ประกอบธุรกิจ ค้าขายพระเครื่อง คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
                 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
                  พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่า จำเลยประกอบธุรกิจจำหน่ายพระเครื่อง และจำหน่ายต่อเนื่องให้แก่โจทก์ถึง ๑๓ องค์ พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่าจำเลยจำหน่ายพระเครื่องตามฟ้องให้แก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อนั้นไม่ปรากฏว่าโจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลซื้อขายพระเครื่อง จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)     
                     
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

                                                          (นางสุวิชา   นาควัชระ)                                                                                                                ประธานศาลอุทธรณ์