ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์                   นาย ม.                          โจทก์

ที่  ๒๔๘/๒๕๖๗                                               บริษัท ว.                       จำเลย

 

              โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โจทก์ทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องชุดในโครงการ น. กับจำเลย จำนวน ๑ ห้อง มีข้อตกลงว่าหากโจทก์ชำระราคาค่าสิทธิการเช่าห้องชุดครบถ้วนก่อนก่อสร้างเสร็จ จำเลยจะชำระผลตอบแทนเป็นเงินคืนให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ ๑๐ ต่อปี ของราคาสิทธิการเช่าจนกว่าจะก่อสร้างเสร็จ เมื่อก่อสร้างเสร็จจะชำระเงินค่ารับประกันการเช่าแก่โจทก์ตามอัตราที่กำหนดไว้ กับมีข้อตกลงรับซื้อสิทธิการเช่าห้องชุดคืนในราคาเดิม ภายหลังทำสัญญาโจทก์ชำระเงินค่าสิทธิการเช่าห้องชุดครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยไม่จดทะเบียนสิทธิการเช่าและไม่ชำระเงินค่ารับประกันการเช่าให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

              จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

              พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องชุดให้แก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์เป็นบุคคลธรรมดาทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องชุดในคดีนี้เพียง ๑ ห้อง แม้จำเลยอ้างในคำร้องว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องชุดจากบริษัทในเครือเดียวกับจำเลยอีก ๑ ห้อง ตามคดีของศาลจังหวัดพัทยา หมายเลขดำที่ ผบE xxx โดยมีข้อตกลงคืนเงินก่อนก่อสร้างเสร็จ ชำระเงินค่ารับประกันการเช่า กับมีข้อตกลงรับซื้อสิทธิการเช่าห้องชุดคืนในราคาเดิมเช่นเดียวกับคดีนี้ ก็ถือเป็นวิธีการขายสิทธิการเช่าห้องชุดให้ได้จำนวนมาก เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ประกอบธุรกิจซื้อขายหรือให้เช่าห้องชุด พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่า โจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดตามฟ้อง โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยอันมีมูลจากสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องชุด จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)

              วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค



                                                                 (นางสุวิชา   นาควัชระ)

                                                                  ประธานศาลอุทธรณ์