คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาย ก. ที่ ๑ กับพวก โจทก์
ที่ ๒๔๗/๒๕๖๗ นาย ส. ที่ ๑ กับพวก จำเลย
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินจากนาย ธ. โจทก์ที่ ๒ นาย พ. และนาง ป. ตามสัดส่วนการให้กู้ในสัญญารวมเป็นเงิน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๔.๔๐ ต่อปี โดยจำเลยทั้งสองจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้ จำเลยทั้งสองได้รับเงินกู้ไปแล้วเพียง ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ต่อมามีการทำสัญญากู้ยืมเงินเพิ่มเติม ๒ ฉบับ เพื่อเปลี่ยนแปลงระยะเวลาการชำระหนี้และผ่อนผันการชำระดอกเบี้ย หลังทำสัญญาจำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยบ้างแล้วไม่ชำระหนี้อีก หลังจากนั้นนาย ธ. ถึงแก่ความตาย มีโจทก์ที่ ๑ เป็นผู้จัดการมรดก นาย พ. โอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้กู้ยืมเงินส่วนของตน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท และหลักประกันที่มีต่อจำเลยทั้งสองให้แก่โจทก์ที่ ๑ จำนวน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท และโจทก์ที่ ๒ จำนวน ๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท นาย พ. และโจทก์ทั้งสองมีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองทราบแล้ว ต่อมาโจทก์ทั้งสองมีหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง และบังคับจำนอง
จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
โจทก์ทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า นาย ธ. และโจทก์ที่ 2 กับพวกอีก ๒ คน ให้จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทน แต่จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินจำนวนมากเกินกว่าความจำเป็นในการใช้ประกอบอาชีพเพื่อดำรงชีพ พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่าจำเลยทั้งสองแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากเงินกู้ที่ได้รับอีกต่อหนึ่ง แม้นาย ธ .และโจทก์ที่ ๒ กับพวกอีก ๒ คน ประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงิน นาย ธ. และโจทก์ที่ ๒ กับจำเลยทั้งสองก็ไม่มีนิติสัมพันธ์ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคต่อกัน ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้อันมีมูลจากการกู้ยืมเงินและบังคับจำนองจึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์