ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์        นาย ย                                                 โจทก์

ที่  ๒๗๑/๒๕๖๗                              บริษัท น จำกัด ที่ ๑ กับพวกรวม ๔ คน         จำเลย 

           โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบกิจการจำหน่ายรถยนต์ จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และบริษัทมหาชนจำกัดตามลำดับประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อทรัพย์สิน จำเลยที่ ๑ ขายรถยนต์ใช้แล้ว ยี่ห้อ XXX สีแดง หมายเลขทะเบียน XXX ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ครอบครองในฐานะผู้เช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวกับจำเลยที่ ๓ ให้แก่โจทก์ราคา 9,900,000 บาท โจทก์ชำระราคารถยนต์บางส่วน ค่าธรรมเนียมยกเว้นประกัน และค่าจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ ๑ รวมเป็นเงิน ๓,๒๖๙,๕๐๐ บาท ส่วนที่เหลืออีก ๖,๕๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ติดต่อประสานงานให้โจทก์ขอสินเชื่อจากจำเลยที่ ๔ และโจทก์ได้รับอนุมัติสินเชื่อเช่าซื้อแล้ว ต่อมาจำเลยที่ ๓ โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๒ โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่จำเลยที่ ๔ แล้ว โจทก์จึงชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ให้แก่จำเลยที่ ๔ จนครบถ้วนและรับโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์จากจำเลยที่ ๔ แล้ว ต่อมากรมสอบสวนคดีพิเศษยึดรถยนต์คันดังกล่าวเป็นของกลางในคดีเพื่อตรวจสอบเนื่องจากมีการกล่าวอ้างว่าลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ภายหลังตรวจสอบแล้วส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์ แต่ห้ามโจทก์จำหน่าย จ่ายโอนกรรมสิทธิ์ และห้ามทำให้รถยนต์เกิดความเสียหาย ถูกทำลาย หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลง หากฝ่าฝืนต้องชดใช้เงิน ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่กรมสอบสวนคดีพิเศษ การกระทำของจำเลยทั้งสี่ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

           จำเลยที่ ๒ ให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

           จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

           พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่าจำเลยที่ ๑ ประกอบกิจการจำหน่ายรถยนต์และขายรถยนต์ใช้แล้ว ยี่ห้อเฟอร์รารี่ ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๔ ประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อและให้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ตามฟ้องแก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์เป็นผู้ซื้อและผู้เช่าซื้อนั้น ไม่ปรากฏว่าโจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ชำระค่าเสียหายอันมีมูลจากสัญญาซื้อขายและสัญญาเช่าซื้อ จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) สำหรับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งโจทก์ฟ้องให้รับผิดรวมกันมาในคดีนี้ ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)

วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

                                 (นางสุวิชา   นาควัชระ)

                                   ประธานศาลอุทธรณ์