คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ บริษัทหลักทรัพย์ ด. จำกัด (มหาชน) โจทก์
ที่ ๒๘๕/๒๕๖๘ บริษัทอ. จำกัด กับพวกรวม ๓ คน จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ จำเลยที่ ๑ ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ จำเลยที่ ๑ จึงทำสัญญาแต่งตั้งโจทก์เป็นผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้เพื่อทำหน้าที่ดูแลรักษาผลประโยชน์ให้แก่ผู้ถือหุ้นกู้ จำเลยที่ ๑ ออกหุ้นกู้มีประกันเสนอขายแก่บุคคลทั่วไป ครั้งที่ ๓/๒๕๖๒ ครบกำหนดไถ่ถอนปี ๒๕๖๕ จำนวน ๓๐๐,๐๐๐ หน่วย มูลค่าหน่วยละ ๑,๐๐๐ บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗ ต่อปี โดยจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันกับมีจำเลยที่ ๓ จดทะเบียนจำนองทรัพย์สินเป็นประกันการชำระหนี้ ก่อนครบกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้ จำเลยที่ ๑ เรียกประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อขอขยายระยะเวลาไถ่ถอนหุ้นกู้และที่ประชุมมีมติให้ขยายระยะเวลาออกไปอีก ๓ ครั้ง พร้อมเพิ่มอัตราดอกเบี้ยตามอัตราและระยะเวลาตามบันทึกข้อตกลงแต่จำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระหนี้ โจทก์ในฐานะผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้จึงใช้สิทธิเรียกให้หนี้ทั้งหมดถึงกำหนดชำระโดยพลันและทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระต้นเงินตามหุ้นกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ถือหุ้นกู้ทุกรายและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วแต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉยทำให้ผู้ถือหุ้นกู้ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงินตามหุ้นกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์และบังคับจำนอง
ศาลแพ่งมีคำสั่งว่า โจทก์ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ตามกฎหมายจึงไม่ใช่ผู้บริโภคตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ จึงไม่รับฟ้องโจทก์โจทก์ไม่เสียค่าขึ้นศาลมา จึงไม่มีค่าขึ้นศาลจะคืนให้
โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร จำเลยที่ ๑ออกตราสารหนี้ประเภทหุ้นกู้เพื่อระดมเงินจากประชาชนไปใช้ในการลงทุนหรือเพื่อใช้เพิ่มสภาพคล่องในธุรกิจตามวัตถุประสงค์ ถือว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนผู้ถือหุ้นกู้เป็นผู้ซื้อหุ้นกู้จากจำเลยที่ ๑ ไปถือครองโดยได้รับผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยตลอดอายุของหุ้นกู้ซึ่งถือเป็นวิธีการออมเงินประเภทหนึ่งและกรณีเป็นการเข้าถือหุ้นกู้เพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้นกู้เองทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ถือหุ้นกู้เข้าร่วมมีส่วนในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ ๑ จึงถือว่าผู้ถือหุ้นกู้เป็นผู้รับบริการและเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว โจทก์เป็นผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ การใช้สิทธิเรียกให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินตามหุ้นกู้พร้อมดอกเบี้ยจึงเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโจทก์และเป็นการกระทำเพื่อผู้ถือหุ้นกู้ โจทก์จึงมีฐานะเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระเงินตามหุ้นกู้ โดยให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันกับให้จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดในฐานะผู้จำนองจึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภค
(นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์)
ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา
ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์