ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์                     บริษัทหลักทรัพย์ จ. จำกัด (มหาชน)                      โจทก์

ที่  ๓๐๖/๒๕๖๘                                           บริษัทพ. จำกัด กับพวกรวม ๒ คน                 จำเลย

                   โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการเป็นตัวแทนนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาแต่งตั้งโจทก์เป็นตัวแทนนายหน้าเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์และทำสัญญากู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ ตกลงชำระค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญา ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ ๑ สั่งซื้อสั่งขายหลักทรัพย์หลายครั้งหลายรายการ และใช้วงเงินกู้ยืมเพื่อชำระค่าหลักทรัพย์ ต่อมาหลักทรัพย์ที่จำเลยที่ ๑ สั่งซื้อมีมูลค่าลดลง แต่จำเลยที่ ๑ ไม่วางหลักประกันเพิ่มเติมตามสัดส่วนที่กำหนดไว้ในสัญญา จำเลยที่ ๑ จึงทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้กับโจทก์ มีจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ภายหลังจำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระหนี้ โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่นกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ประกอบกิจการธุรกิจหลักทรัพย์ โจทก์ให้บริการเป็นตัวแทนนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์แก่จำเลยที่ ๑ และให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์โดยเรียกค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดจัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาแต่งตั้งโจทก์เป็นตัวแทนนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และกู้ยืมเงินจากโจทก์เพื่อซื้อหลักทรัพย์ อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยที่ ๑ จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ในมูลซื้อขายหลักทรัพย์และกู้ยืมเงิน โดยให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันตามหนังสือรับสภาพหนี้ จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔)

                   วินิจฉัยว่า ไม่เป็นคดีผู้บริโภค

(นายอดิศักดิ์   ตันติวงศ์)

ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา

ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์