ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์               ธนาคาร ก. จำกัด                       โจทก์

ที่  ๓๔๓/๒๕๖๗                                         บริษัท ส. ที่ ๑ กับพวก                จำเลย                                        

                             โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาสินเชื่อหลายประเภทกับโจทก์ ตกลงชำระดอกเบี้ยตามอัตราและวิธีการที่กำหนดไว้ในสัญญาและประกาศโจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ จำนำทรัพย์สิน จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จดทะเบียนจำนองทรัพย์สิน จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ทำสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ กับมีจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ ๑ ผิดนัด โจทก์มีหนังสือทวงถาม บอกกล่าวบังคับจำนอง บังคับหลักประกัน และบังคับจำนำแล้ว แต่จำเลยทั้งหกเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ บังคับจำนอง บังคับหลักประกัน และบังคับจำนำ

                             จำเลยทั้งหกให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง

                             จำเลยทั้งหกยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                             พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ประกอบการธนาคารพาณิชย์ โจทก์ให้สินเชื่อหลายประเภทกับจำเลยที่ ๑ โดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓   และพระราชบัญญัติคุ้มครอง ผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาขอสินเชื่อหลายประเภทกับโจทก์ เพื่อนำเงินไปใช้เป็นทุนหมุน เวียนในการประกอบกิจการค้า อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยที่ ๑ จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ในมูลสัญญาสินเชื่อ บังคับจำนำ บังคับจำนอง และหลักประกันทางธุรกิจโดยให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ร่วมรับผิดตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรืบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒)  ถึง ๓ (๔)

          วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

                                                             (นางสุวิชา   นาควัชระ)

                                                              ประธานศาลอุทธรณ์