ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์                         บริษัทอ. จำกัด                                         โจทก์

ที่  ๓๖๑/๒๕๖๘                                               บริษัทอ. จำกัด กับพวกรวม ๔ คน                  จำเลย      

                    โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ต่อมาจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนเลิกบริษัทมีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้ชำระบัญชี และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้ว โจทก์ทราบภายหลังว่าก่อนจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี จำเลยที่ ๑ มีเงินค่าห้องชุดตามสัญญาจองซื้อห้องชุดรวม ๑๔ ห้องชุดที่จะต้องคืนให้แก่จำเลยที่ ๔ (นางสาวว.) ตามกฎหมาย จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ดำเนินการชำระบัญชีโดยไม่สุจริต มีเจตนาฉ้อฉลจำเลยที่ ๔ จึงต้องถือว่าการชำระบัญชียังไม่สิ้นสุดลง โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ ๔ และไม่สามารถบังคับคดีกับทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๔ ได้ แต่จำเลยที่ ๔ ไม่ใช้สิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนการชำระบัญชีของจำเลยที่ ๑ และให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีตั้งแต่วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๑ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการชำระบัญชีเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันที่สิ้นสุดแห่งการชำระบัญชี โจทก์จึงไม่อาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ทั้งไม่อาจฟ้องจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้ จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง คืนค่าขึ้นศาล

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคส่งคดีแทนศาลชั้นต้นให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาจองซื้อห้องชุดกับจำเลยที่ ๔ ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๑ จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นผู้จองซื้อนั้น แม้เป็นบุคคลธรรมดาแต่ทำสัญญาจองซื้อห้องชุด ๑๔ ห้อง เกินความจำเป็นในการใช้อยู่อาศัย พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่า จำเลยที่ ๔ แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดอีกต่อหนึ่ง จำเลยที่ ๔ จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์อ้างว่าใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ ๔ ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ คืนเงินอันมีมูลจากสัญญาจองซื้อห้องชุด โดยให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมรับผิดตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔)

วินิจฉัยว่า ไม่เป็นคดีผู้บริโภค

(นายอดิศักดิ์   ตันติวงศ์)

ประธานศาลอุทธรณ์