ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์                บริษัท จ.                             โจทก์

ที่  ๔๒๓/๒๕๖๗                                     นาย ร.                                 จำเลย

 

โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไรมีวัตถุประสงค์ให้กู้ยืมเงิน โจทก์ให้จำเลยทั้งสี่ทำสัญญากู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นผู้กู้นั้นเป็นบุคคลธรรมดา แม้จะนำเงินกู้ไปใช้ในการประกอบกิจการ แต่จำนวนเงินกู้ไม่มากและไม่ปรากฏว่าเป็นกิจการค้าขนาดใหญ่ จำเลยทั้งสี่จึงเป็นผู้บริโภค เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ในมูลสัญญากู้ยืมเงิน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)

 

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ ๔,๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อนำไปใช้ในการประกอบธุรกิจของจำเลยทั้งสี่ ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๖ ต่อปี โดยจำเลยที่ ๑ สั่งจ่ายเช็ค ๕ ฉบับ มอบให้ไว้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ เมื่อครบกำหนด โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง 

        จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

          พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไรมีวัตถุประสงค์ให้กู้ยืมเงิน โจทก์ให้จำเลยทั้งสี่ทำสัญญากู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นผู้กู้นั้นเป็นบุคคลธรรมดา แม้จะนำเงินกู้ไปใช้ในการประกอบกิจการ แต่จำนวนเงินกู้ไม่มากและไม่ปรากฏว่าเป็นกิจการค้าขนาดใหญ่ จำเลยทั้งสี่จึงเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ในมูลสัญญากู้ยืมเงิน จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)

      วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

วินิจฉัย ณ วันที่     ๗     เดือน     พฤษภาคม     พุทธศักราช     ๒๕๖๗

สุวิชา   นาควัชระ

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์