คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นางสาว ม. โจทก์
ที่ ๔๓๐/๒๕๖๗ นาย อ. จำเลย
โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนและให้จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้ อันเป็นวิธีปฏิบัติของผู้ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินดำเนินการ ทั้งได้ความว่าโจทก์เคยยื่นฟ้องบุคคลอื่นในมูลกู้ยืมเงินอีกหลายคดี พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้เชื่อได้ว่า โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้กู้และอยู่ในฐานะผู้รับบริการนั้นเป็นบุคคลธรรมดา ไม่ปรากฏว่าแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยจึงเป็นผู้บริโภค เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยตามสัญญาจำนองอันมีมูลจากการกู้ยืมเงิน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ 1,400,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑2 ต่อปี โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยเป็นประกันการชำระหนี้โดยให้ถือเอาสัญญาจำนองเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินด้วย ภายหลังทำสัญญาจำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เพียงบางส่วนแล้วผิดนัด โจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำนองเพื่อชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์ประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงิน คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยยื่นคำร้องให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนและให้จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้ อันเป็นวิธีปฏิบัติของผู้ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินดำเนินการ ทั้งได้ความจากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานคดีศาลจังหวัดอ่างทองว่าโจทก์เคยยื่นฟ้องบุคคลอื่นในมูลกู้ยืมเงินอีกหลายคดี พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้เชื่อได้ว่า โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการ และเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้กู้และอยู่ในฐานะผู้รับบริการนั้นเป็นบุคคลธรรมดา ไม่ปรากฏว่าแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยจึงเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยตามสัญญาจำนองอันมีมูลจากการกู้ยืมเงิน จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
วินิจฉัย ณ วันที่ ๑๕ เดือน พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗
สุวิชา นาควัชระ
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์