คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ บริษัท อ. จำกัด โจทก์
ที่ ๕๐๘/๒๕๖๖ นาย ส. จำเลย
จำเลยประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงิน จำเลยให้โจทก์กู้ยืมเงินและรับซื้อฝากที่ดิน จำเลยจึงมิใช่ผู้บริโภค ส่วนโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร โจทก์กู้ยืมเงินจำนวนมากและขายฝากที่ดินตามฟ้องเพื่อนำเงินไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการอันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภคเช่นเดียวกัน โจทก์กับจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ในฐานะผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจต่อกัน โจทก์มิใช่บุคคลธรรมดาจึงไม่เป็นผู้ขายฝากตามพระราชบัญญัติคุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเพื่อที่อยู่อาศัย พ.ศ. ๒๕๖๒ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายอันมีมูลจากการขายฝากที่ดินและกู้ยืมเงิน จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมาย อันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงิน โจทก์จดทะเบียนขายฝากที่ดินรวม ๓ แปลงไว้กับจำเลย กำหนดสินไถ่ไว้ ๓๗๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อนำเงินไปชำระหนี้ที่โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลย โดยจำเลยหักค่าสินไถ่ล่วงหน้าไว้ ๓๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ภายหลังหักกลบลบหนี้แล้ว จำเลยจะต้องคืนเงินแก่โจทก์ ๗๓,๐๑๘,๓๘๘.๐๔ บาท เมื่อครบกำหนด โจทก์ไม่มีเงินไปไถ่ถอน กรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสามแปลงที่ขายฝากจึงตกเป็นของจำเลย แต่จำเลยไม่คืนเงินค่าสินไถ่ที่หักไว้ล่วงหน้าและเงินที่เหลือจากการหักกลบลบหนี้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และตาม (๔) คดีแพ่งที่มีกฎหมายบัญญัติให้ใช้วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงิน จำเลยให้โจทก์กู้ยืมเงินและรับซื้อฝากที่ดินตามฟ้อง จำเลยจึงมิใช่ผู้บริโภค ส่วนโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร โจทก์กู้ยืมเงินจำนวนมากและขายฝากที่ดินตามฟ้องเพื่อนำเงินไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการ อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภคเช่นเดียวกัน โจทก์กับจำเลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์ในฐานะผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจต่อกัน ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ และตามพระราชบัญญัติคุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๑๑ บัญญัติให้คดีที่มีข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการขายฝากเป็นคดีผู้บริโภคตามกฎหมาย ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค โดยให้ถือว่าผู้ขายฝากที่เป็นบุคคลธรรมดาเป็นผู้บริโภค โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายอันมีมูลจากการขายฝากที่ดินและกู้ยืมเงิน จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดี
ผู้บริโภควินิจฉัย ณ วันที่ ๒๕ เดือน พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
(นายชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์)
ประธานศาลอุทธรณ์