คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ บริษัท ส. จำกัด โจทก์
ที่ ๒๖๙/๒๕๖๖ นาย ร. จำเลย
โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร โจทก์กู้ยืมเงินจำนวนมากจากจำเลยเพื่อนำไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการอันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภคแต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจ แม้จำเลยให้กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์กับจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ในฐานะผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจต่อกัน โจทก์มิใช่บุคคลธรรมดาจึงไม่เป็นผู้ขายฝากตามพระราชบัญญัติคุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเกษตรกรรมเพื่อที่อยู่อาศัย พ.ศ. 2562 เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องและให้จำเลยรับชำระหนี้ในมูลกู้ยืมเงิน จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔ )
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงิน โจทก์กู้ยืมเงินจำเลย ๖๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท มีกำหนด ๑ ปี เพื่อนำเงินไปใช้ในการประกอบกิจการ จำเลยหักดอกเบี้ยล่วงหน้าและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เหลือเงินส่งมอบ แก่โจทก์เพียง ๕๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทเศษ และให้โจทก์จดทะเบียนขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอำพรางการกู้ยืมเงินโดยกำหนดสินไถ่ไว้สูงถึง ๗๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อใกล้ครบกำหนด จำเลยกลับแจ้งว่าโจทก์จะต้องชำระเงินเพื่อไถ่ถอนทรัพย์ที่ขายฝากสูงถึง ๘๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากทรัพย์ที่ขายฝากมีราคาซื้อขายไม่ต่ำกว่า ๑๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องและให้จำเลยรับชำระหนี้ในมูลกู้ยืมเงินที่โจทก์ค้างชำระไม่เกิน ๕๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท
ศาลแพ่งมีคำสั่งว่าฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่ง จึงให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลภายในกำหนด ๗ วัน จากทุนทรัพย์ราคาที่ดิน ๑๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท แล้วจึงพิจารณาสั่งคำฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และตาม (๔) คดีแพ่งที่มีกฎหมายบัญญัติให้ใช้วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร โจทก์กู้ยืมเงินจำนวนมากจากจำเลยเพื่อนำไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการ อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภคแต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ แม้จำเลยให้กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์กับจำเลยก็ไม่มีนิติสัมพันธ์ในฐานะผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจต่อกัน และตามพระราชบัญญัติคุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๑๑ บัญญัติให้คดีที่มีข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการขายฝากเป็นคดีผู้บริโภคตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค โดยให้ถือว่าผู้ขายฝากที่เป็นบุคคลธรรมดาเป็นผู้บริโภค โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ส่วนปัญหาว่าการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันในชั้นพิจารณา เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอน การจดทะเบียนขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องกับให้จำเลยรับชำระหนี้ในมูลกู้ยืมเงิน จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔ )
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
วินิจฉัย ณ วันที่ ๑๗ เดือน มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
(นายชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์)
ประธานศาลอุทธรณ์