ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์                         ธนาคาร ก.                                โจทก์

ที่  ๖๑๕/๒๕๖๗                                                นาย ช.                                       จำเลย                   

 

โจทก์ประกอบการธนาคารพาณิชย์และให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ  ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้กู้และอยู่ในฐานะผู้รับบริการนั้นแม้เป็นบุคคลธรรมดา แต่อ้างในคำให้การว่าทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์เพื่อนำไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการของบริษัท จ. จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในมูลกู้ยืมและบังคับจำนอง โดยให้จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔)

 

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์เพื่อซื้อห้องชุดใช้เป็นที่อยู่อาศัย ๗๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมตามอัตราและวิธีการที่กำหนดไว้ในสัญญาและประกาศโจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จดทะเบียนจำนองห้องชุด ๖ ห้อง เป็นประกัน จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ ๒ ให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมกับโจทก์ ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่สามารถชำระหนี้ได้จึงทำสัญญารับสภาพหนี้เพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์ แต่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ผิดนัด โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว ๓  แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และบังคับจำนอง จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ นำเงินกู้ที่ได้รับไปใช้ในกิจการของบริษัท จ. จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจโรงแรม และมีจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน  คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ประกอบการธนาคารพาณิชย์และให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้กู้และอยู่ในฐานะผู้รับบริการนั้นแม้เป็นบุคคลธรรมดา แต่อ้างในคำให้การว่าทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์เพื่อนำไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการของบริษัท จ. จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในมูลกู้ยืมและบังคับจำนอง โดยให้จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)

วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

                                                                                    วินิจฉัย ณ วันที่         เดือน     กรกฎาคม     พุทธศักราช     ๒๕๖๗

สุวิชา   นาควัชระ

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์