ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์นางสาว ก.                                         โจทก์

ที่  ๔๘๐/๒๕๖๗                    นางสาว พ. กับพวก                                          จำเลย                                  

                                      บริษัท ว. จำกัด (มหาชน)                                    จำเลยร่วม

 

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๓ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชน ใช้ชื่อทางการค้าว่า โรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยกรรมขนาดกลาง ด. มีจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นแพทย์ของโรงพยาบาล โจทก์สมัครเข้าทำงานโรงพยาบาลของจำเลยที่ ๓ และเข้ารับการตรวจร่างกายกับโรงพยาบาลจำเลยที่ ๓ ก่อนเริ่มงาน โดยชำระค่าบริการ ๙๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แจ้งผลการตรวจร่างกายโจทก์ว่าปกติ หลังจากนั้นประมาณเกือบ ๑ ปี โจทก์ตรวจร่างกายอีกครั้งที่โรงพยาบาลอื่นและได้รับแจ้งว่าเป็นมะเร็งปอดระยะ ๒ ปี ต้องรับการรักษาโดยการผ่าตัดและให้ยาเคมีบำบัด เมื่อโจทก์ขอตรวจสอบภาพเอ็กซเรย์ปอดที่โจทก์เคยรับการตรวจร่างกายกับจำเลยที่ ๓ จึงทราบว่าพบก้อนเนื้อดังกล่าวปรากฏแล้ว การที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แจ้งผลการตรวจร่างกายโจทก์คลาดเคลื่อนกับความเป็นจริง เป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังตามมาตรฐานของผู้มีวิชาชีพ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกบริษัท ว. จำกัด (มหาชน) เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลแพ่งพระโขนงมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

 

        พิเคราะห์แล้ว พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๘ วรรคสอง บัญญัติว่า การขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาว่าคดีใดเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ ไม่ว่าโดยคู่ความเป็นผู้ขอหรือโดยศาลเห็นสมควร ถ้าเป็นการขอในคดีผู้บริโภคต้องกระทำอย่างช้าในวันนัดพิจารณา หากพ้นกำหนดเวลาแล้วห้ามมิให้มีการขอให้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวอีก คดีนี้ศาลแพ่งพระโขนงรับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างคดีผู้บริโภค โดยกำหนดนัดพิจารณาในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ เมื่อถึงวันนัด จำเลยที่ ๒ และที่ ๓  ยื่นคำให้การและศาลแพ่งพระโขนงมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวกับการให้การแก้คดี จึงเป็นวันนัดพิจารณาตามมาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๖ แล้ว หากมีกรณีต้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ก็ต้องกระทำในวันดังกล่าวการที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๗ ย่อมเป็นการล่วงเลยเวลาที่จะขอให้มีการวินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ และส่งสำนวนคืนศาลแพ่งพระโขนงเพื่อพิจารณาพิพากษาคดีต่อไป

 

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์