ค้นหาคำวินิจฉัย

วินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์                บริษัท ท.                                โจทก์ 

ที่  ๕/๒๕๖๗                                        นาง ว. ที่ ๑ กับพวก                                                จำเลย

                 โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงิน จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยตามอัตราและวิธีการที่กำหนดไว้ในสัญญา โดยจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน กับมีจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ ๑ ผิดนัด โจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์และบังคับจำนอง

                   จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

                   จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินและให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยที่ ๓ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินจำนวนมากจากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไรจดทะเบียนจำนองทรัพย์สินเป็นประกันการชำระหนี้ พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่า จำเลยที่ ๑ แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากเงินกู้ยืมที่ได้รับอีกต่อหนึ่ง จำเลยที่ ๑ จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ในมูลกู้ยืมเงินและบังคับจำนอง โดยให้จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันกับให้จำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้จำนองร่วมรับผิดตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)

                    วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศในศาลฎีกา

ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์