ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์        นาย ซ                                                                           โจทก์

ที่ ๖๓๓/๒๕๖๘                                 บริษัท ซ จำกัด                                                               จำเลย

                โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการโคโค ซี กับบริษัท ค. จำกัด ๑ ห้อง โจทก์ชำระราคาห้องชุดตามสัญญาแล้ว ต่อมาโจทก์กับบริษัท ค. จำกัด ทำบันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญาจะซื้อจะขาย ตกลงให้จำเลยเข้ามาเป็นผู้จะขายและเป็นเจ้าของโครงการรายใหม่แต่จำเลยก่อสร้างอาคารชุดไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาตามสัญญา โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ใช้ราคาห้องชุดพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง

                  จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่


พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่าบริษัทโคโค ซี ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับโจทก์โดยเรียกราคาเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน บริษัทดังกล่าวจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา 3 จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเป็นผู้รับโอนกิจการรวมถึงสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดตามฟ้อง จำเลยจึงเป็นผู้สืบสิทธิและอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกัน ส่วนโจทก์เป็นบุคคลธรรมดาทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเพียง ๑ ห้อง แม้จำเลยอ้างว่าโจทก์ซื้อห้องชุดเพื่อการลงทุนโดยตกลงให้จำเลยนำห้องชุดออกให้เช่าในลักษณะของโรงแรม แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ประกอบธุรกิจให้เช่าห้องชุด พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่า โจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดอีกต่อหนึ่ง ทั้งมูลคดีที่โจทก์อ้างก็สืบเนื่องจากจำเลยก่อสร้างอาคารชุดไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาตามสัญญา โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ในมูลสัญญา
จะซื้อจะขายห้องชุด จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)

                   วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภค

(นายอดิศักดิ์   ตันติวงศ์)

ประธานศาลอุทธรณ์