คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาย ว. โจทก์
ที่ ๖๔/๒๕๖๗ นาง ศ. จำเลย
โจทก์เช่าที่ดินจากวัดอนงคารามวรวิหาร และสร้างสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อให้บุคคลภายนอกเช่ารวม ๔ ราย โจทก์ให้จำเลยเช่าพื้นที่ตามฟ้องโดยเรียกค่าเช่าเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ การซื้อและขายหมายความรวมถึงการเช่าและให้เช่าด้วย โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ขายและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าและอยู่ในฐานะผู้ซื้อนั้น แม้เป็นบุคคลธรรมดา แต่เช่าพื้นที่ตามฟ้องเพื่อประกอบกิจการอู่แท็กซี่ โดยมีรถแท็กซี่มากกว่า ๖๐ คัน และโจทก์อ้างว่าจำเลยให้เช่าช่วงทรัพย์ที่เช่าด้วย จำเลยจึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลสัญญาเช่า จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของห้องเช่าและร้านค้าบนที่ดินธรณีสงฆ์ของวัด อ. จำเลยทำสัญญาเช่าพื้นที่หน้าร้านค้ากับโจทก์เพื่อเป็นสำนักงานและประกอบกิจการอู่แท็กซี่ ต่อมาจำเลยผิดนัดชำระค่าเช่า ดัดแปลงทรัพย์ที่เช่า ให้เช่าช่วงโดยไม่ชอบ และทำให้ทรัพย์ที่เช่าเสียหาย อันเป็นการผิดสัญญา โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าพื้นที่หน้าร้านค้าดังกล่าวอีกต่อไปจึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปและส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้ชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้อง คำให้การ และข้อเท็จจริงที่โจทก์แถลงต่อศาลแพ่งมีนบุรีว่า โจทก์เช่าที่ดินจากวัด อ. และสร้างสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อให้บุคคลภายนอกเช่ารวม ๔ ราย โจทก์ให้จำเลยเช่าพื้นที่ตามฟ้องโดยเรียกค่าเช่าเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ การซื้อและขายหมายความรวมถึงการเช่าและให้เช่าด้วย โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ขายและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าและอยู่ในฐานะผู้ซื้อนั้น แม้เป็นบุคคลธรรมดา แต่เช่าพื้นที่ตามฟ้องเพื่อประกอบกิจการอู่แท็กซี่ โดยมีรถแท็กซี่มากกว่า ๖๐ คัน และโจทก์อ้างว่าจำเลยให้เช่าช่วงทรัพย์ที่เช่าด้วย จำเลยจึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลสัญญาเช่า จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
วินิจฉัย ณ วันที่ ๑๗ เดือน มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๗
สุวิชา นาควัชระ
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์