คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาย จ ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน โจทก์
ที่ ๖๕๒/๒๕๖๘ บริษัท ก จำกัด ที่ ๑ กับพวกรวม ๕ คน จำเลย
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๔ และที่ ๕ ต่างประกอบธุรกิจประกันภัยจำเลยที่ ๑ รับประกันภัยภาคบังคับรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ๖ ขฬ ๓๘๕๖ กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ ๑ จำเลยที่ ๓ เป็นนิติบุคคลประเภทรัฐวิสาหกิจใช้ชื่อว่า องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ และเป็นนายจ้าง ตัวการ ผู้ใช้ จ้าง วาน หรือเชิดให้จำเลยที่ ๒ ขับรถโดยสารประจำทางสาย ๒๐๖ หมายเลขทะเบียน ๑๒ – ๕๐๓๑ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ ๔ (บริษัท ม จำกัด (มหาชน)) และที่ ๕ (บริษัท ท จำกัด (มหาชน)) ระหว่างระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยที่ 2 ขับรถโดยสารประจำทางดังกล่าวด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังเลี้ยวออกจากถนนศูนย์การค้าเมกาบางนาในลักษณะคร่อมช่องทางเดินรถเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ที่ ๑ ที่มีโจทก์ที่ ๒ เป็นผู้ขับขี่ ทำให้โจทก์ที่ ๒ ได้รับอันตรายแก่กายสาหัสและรถจักรยานยนต์ของโจทก์ที่ ๑ ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง
จำเลยที่ ๕ ให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ ๕ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
ระหว่างพิจารณา ศาลแพ่งเห็นว่า จำเลยที่ ๒ เป็นพนักงานจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่เป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ จึงให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องจำเลยที่ ๒ และมีคำสั่งเป็นไม่รับฟ้องจำเลยที่ ๒ จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ ๒ ออกเสียจากสารบบความ
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจประกันภัย และรับประกันภัยรถจักรยานยนต์ของโจทก์ที่ ๑ โดยเรียกค่าเบี้ยประกันภัยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ 1 จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ โดยมีโจทก์ที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยอยู่ในฐานะ
ผู้รับบริการและเป็นผู้บริโภค โจทก์ที่ ๒ ขับรถจักรยานยนต์ดังกล่าวโดยได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ ๑ ผู้เอาประกันภัย แม้มิได้เป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันภัยแต่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ก็ถือเป็นผู้บริโภคด้วยเช่นกัน เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระค่าเสียหายในมูลสัญญาประกันภัย จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) สำหรับจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ซึ่งโจทก์ทั้งสองฟ้องให้รับผิดรวมกันมาในคดีนี้ ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)
วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภค
(นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์)
ประธานศาลอุทธรณ์