คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาย ม โจทก์
ที่ ๖๗๗/๒๕๖๘ บริษัท ร จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม ๕ คน จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงิน มีจำเลยที่ ๔ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นอดีตกรรมการ จำเลยที่ ๒ และที่ ๕ เป็นผู้ถือหุ้น โจทก์ซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 1 จำนวน 10,000,000 บาท เมื่อครบกำหนดคืนเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำเลยทั้งห้าผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งห้าเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยที่ ๕ ให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ ๕ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบกิจการค้าแสวงหากำไรจำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินขายแก่ประชาชนทั่วไปเพื่อนำเงินไปใช้ในการประกอบกิจการของตน ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติ
วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคพ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์เป็นผู้ซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินและได้รับผลประโยชน์ตอบแทนในรูปดอกเบี้ย ซึ่งเป็นวิธีการโดยมีผลตอบแทนทำนองเดียวกับการออมเงินประเภทอื่นและไม่ปรากฏว่าโจทก์ดำเนินการเพื่อผู้อื่นอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงเป็นผู้รับบริการและเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ในมูลตั๋วสัญญาใช้เงิน โดยให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ร่วมรับผิดตามฟ้อง จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภค
(นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์)
ประธานศาลอุทธรณ์