ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์            บริษัท ก. จำกัด                                                 โจทก์

ที่  ๖๘๙/๒๕๖๗                                    ธนาคาร ล. จำกัด (มหาชน)                                   จำเลย                                                                นาง ว.  กับพวก                                                 ผู้ร้องสอด

                  คดีสืบเนื่องจากเดิมโจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยในมูลคดีเดียวกันต่อศาลจังหวัดภูเก็ตตามคดีหมายเลขดำที่ ผบ ๑๙๑/๒๕๖๖ ศาลจังหวัดภูเก็ตส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยซึ่งมีคำวินิจฉัยแล้วว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภคตามคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ที่ ๘๓๘/๒๕๖๖ ศาลจังหวัดภูเก็ตอ่านคำวินิจฉัยให้คู่ความฟังและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความคดีผู้บริโภคและตั้งสำนวนใหม่โดยลงสารบบความให้เป็นคดีแพ่งสามัญและถือเอาถ้อยคำสำนวนเดิมเป็นถ้อยคำสำนวนของคดีแพ่งสามัญเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

ผู้ร้องสอดทั้งสี่ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม ศาลจังหวัดภูเก็ตมีคำสั่งรับคำร้องสอด

ผู้ร้องสอดที่ ๑ และผู้ร้องสอดที่ ๒ ถึงที่ ๔ ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องสอดทั้งสี่เป็นผู้ซื้อห้องชุดในโครงการ ค. ซึ่งโจทก์เป็นผู้พัฒนาโครงการเพื่อขายให้แก่บุคคลทั่วไป ผู้ร้องสอดทั้งสี่ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลจังหวัดภูเก็ต และศาลจังหวัดภูเก็ตพิพากษาให้ผู้ร้องสอดทั้งสี่ชนะคดีเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์แล้ว ผู้ร้องสอดทั้งสี่ทราบว่าโจทก์นำที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งโครงการไปจำนองเป็นประกันกับจำเลย โจทก์กับจำเลยต้องร่วมกันไถ่ถอนจำนองและโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ผู้ร้องสอดทั้งสี่ตามสัญญา แต่กลับนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ทำให้ผู้ร้องสอดทั้งสี่ได้รับความเสียหาย ขอให้โจทก์และจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดตามคำร้องสอดโดยปลอดภาระจำนองให้แก่ผู้ร้องสอดทั้งสี่ หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้โจทก์และจำเลยร่วมกันคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ร้องสอดทั้งสี่

โจทก์และจำเลยให้การแก้คำร้องสอด ขอให้ยกคำร้องสอด

                     ผู้ร้องสอดทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ประธานศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยแล้วว่ามูลคดีที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยตามคดีหมายเลขดำที่ ผบ ๑๙๑/๒๕๖๖ ไม่เป็นคดีผู้บริโภคตามคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ที่ ๘๓๘/๒๕๖๖ คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุด ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง ผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งอยู่ในฐานะเป็นคู่ความในคดีก่อน เมื่อศาลจังหวัดภูเก็ตให้เอาถ้อยคำสำนวนเดิมลงสารบบความใหม่เป็นคดีแพ่งสามัญจึงเป็นการดำเนินการตามคำวินิจฉัยดังกล่าว เมื่อคดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค การที่ผู้ร้องสอดทั้งสี่ยื่นคำร้องสอดเข้ามาภายหลังที่มีการฟ้องคดีนี้ จึงไม่เป็นคดีผู้บริโภคตามนัยมาตรา ๒๑ ทั้งได้ความว่าศาลจังหวัดภูเก็ตนัดชี้สองสถานวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๖ โดยกำหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบแล้ว การที่ผู้ร้องสอดทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๗ จึงล่วงเลยระยะเวลาตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๘ วรรคสอง

                    ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความและส่งสำนวนคืนศาลจังหวัดภูเก็ตเพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไป

 

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์