คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ บริษัท ร. จำกัด โจทก์
ที่ ๖๙๙/๒๕๖๗ กรม ส. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการรักษาความปลอดภัยให้แก่บริษัท ห้างร้านร้านค้า โรงงาน และกิจการอื่นโดยทั่วไป จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์รักษาความปลอดภัยโดยให้โจทก์จัดส่งพนักงานเข้าปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยในบริเวณองค์การ ส. กรม ส. มีกำหนด ๑๒ เดือน ค่าจ้าง ๒,๓๔๕,๒๓๘ บาท ตกลงชำระค่าจ้างเป็นรายเดือน เดือนละ ๑๙๖,๑๘๖.๖๓ บาท โจทก์ชำระเงินประกันการปฏิบัติตามสัญญาแก่จำเลย ๑๑๗,๗๑๒ บาท ภายหลังทำสัญญา โจทก์จัดส่งพนักงานเข้าปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยแล้ว ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าจ้าง โจทก์จึงหยุดให้บริการตามสัญญาและทวงถามให้จำเลยชำระค่าจ้างที่ค้างชำระ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างและเงินค้ำประกันตามสัญญาคืนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการ และให้การว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ทำให้จำเลยเสียหาย คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลย
ศาลแพ่งส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้อง คำให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ประกอบกิจการรักษาความปลอดภัยและทำสัญญารับจ้างบริการรักษาความปลอดภัยพื้นที่และทรัพย์สินของจำเลย ซึ่งเป็นการรับจัดทำการงานโดยเรียกค่าจ้างเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจ้างจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างนั้น เป็นหน่วยงานราชการในสังกัดกระทรวง ค. ตามพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ และมีหน้าที่บริหารโรงงาน ส. ในรูปรัฐวิสาหกิจให้ได้ผลดียิ่งขึ้นตามระเบียบการจัดตั้งองค์การ ส. กรม ส. การงานที่จำเลยว่าจ้างโจทก์เพื่อให้ดูแลรักษาความปลอดภัยนั้นเป็นโรงงานผลิตแอลกอฮอล์ เครื่องจักรและทรัพย์สินในกิจการค้าของจำเลย ภายในบริเวณองค์การ ส. กรม ส. อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากบริการที่ได้รับจากโจทก์ จำเลยจึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลสัญญาจ้างบริการรักษาความปลอดภัยตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภคซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔) ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยไม่เป็นคดีผู้บริโภคตามนัยมาตรา ๒๑
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์