คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ บริษัทหลักทรัพย์ อ จำกัด โจทก์
ที่ ๗๑๖/๒๕๖๘ นาย ช จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ จำเลยทำสัญญาแต่งตั้งโจทก์เป็นตัวแทนนายหน้าเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์และสัญญากู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์กับโจทก์ตกลงชำระค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญา ภายหลังทำสัญญาจำเลยสั่งซื้อสั่งขายหลักทรัพย์หลายครั้งหลายรายการและใช้วงเงินกู้ยืมเพื่อชำระค่าหลักทรัพย์ ต่อมาหลักทรัพย์ที่จำเลยสั่งซื้อมีมูลค่าลดลงและจำเลยไม่วางหลักประกันเพิ่มเติมตามที่กำหนดไว้ในสัญญา โจทก์จึงบังคับขายหลักทรัพย์ของจำเลยแต่ได้เงินไม่พอชำระหนี้ โจทก์หักทอนทางบัญชีแล้วจำเลยมีหนี้ค้างชำระเป็นต้นเงิน ๒๙,๕๖๙,๙๘๐.๑๕บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์ทวงถามและบอกเลิกสัญญาแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่าง ผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่นกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และให้บริการเป็นตัวแทนนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์แก่จำเลยโดยเรียกค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยเป็นบุคคลธรรมดาทำสัญญาแต่งตั้งโจทก์เป็นตัวแทนนายหน้าเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์และ กู้ยืมเงินจากโจทก์เพื่อซื้อหลักทรัพย์อันมีลักษณะเป็นการลงทุนเพื่อให้ได้รับผลตอบแทน จำเลยจึงอยู่ในฐานะผู้รับบริการและเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ในมูลซื้อขายหลักทรัพย์และกู้ยืมเงิน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภค
(นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์)
ประธานศาลอุทธรณ์