คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาย ส โจทก์
ที่ ๗๒/๒๕๖๗ นางสาว ช จำเลย
โจทก์ให้นายสาโรจน์ นพคุณ กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทน และให้นายสาโรจน์จดทะเบียนจำนองทรัพย์สินเป็นประกัน อันเป็นวิธีปฏิบัติของผู้ประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงินดำเนินการ ทั้งจากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานคดีศาลจังหวัดกำแพงเพชรได้ความว่า โจทก์เคยยื่นฟ้องบุคคลอื่นในมูลให้กู้ยืมเงินอีกหลายคดี พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้เชื่อได้ว่า โจทก์ให้บริการทางการเงินแก่นายสาโรจน์ เพื่อแสวงประโยชน์ในรูปดอกเบี้ยตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนนายสาโรจน์ ซึ่งเป็นผู้กู้นั้น ไม่ปรากฏว่าแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากเงินกู้ที่ได้รับอีกต่อหนึ่ง นายสาโรจน์ จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้รับบริการซึ่งเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อนายสาโรจน์ถึงแก่ความตาย จำเลยเป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของนายสาโรจน์จึงเป็นผู้สืบสิทธิและอยู่ในฐานะผู้บริโภคเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลกู้ยืมเงินและบังคับจำนอง จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
โจทก์ฟ้องว่า นายสาโรจน์ นพคุณ ผู้ตาย กู้ยืมเงินจากโจทก์ ๔๐๐,๐๐ บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้และให้ถือเอาสัญญาจำนองเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงิน ภายหลังทำสัญญานายสาโรจน์ผิดนัดและต่อมานายสาโรจน์ถึงแก่ความตาย มีจำเลยเป็นบุตรและเป็นผู้จัดการมรดก โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์และบังคับจำนอง
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่าโจทก์ให้นายสาโรจน์ นพคุณ กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทน และให้นายสาโรจน์จดทะเบียนจำนองทรัพย์สินเป็นประกัน อันเป็นวิธีปฏิบัติของผู้ประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงินดำเนินการ ทั้งจากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานคดีศาลจังหวัดกำแพงเพชรได้ความว่าโจทก์เคยยื่นฟ้องบุคคลอื่นในมูลให้กู้ยืมเงินอีกหลายคดี พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้เชื่อได้ว่า โจทก์ให้บริการทางการเงินแก่นายสาโรจน์ เพื่อแสวงประโยชน์ในรูปดอกเบี้ยตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนนายสาโรจน์ ซึ่งเป็นผู้กู้นั้น ไม่ปรากฏว่าแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากเงินกู้ที่ได้รับอีกต่อหนึ่ง นายสาโรจน์ จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้รับบริการซึ่งเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อนายสาโรจน์ถึงแก่ความตาย จำเลยเป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของนายสาโรจน์จึงเป็นผู้สืบสิทธิและอยู่ในฐานะผู้บริโภคเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลกู้ยืมเงินและบังคับจำนอง จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
วินิจฉัย ณ วันที่ ๒๒ เดือน มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๗
สุวิชา นาควัชระ
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์