ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์                         ธนาคาร ท                                    โจทก์

ที่ ๖๖/๒๕๖๗                                                  นาง ธ                                         จำเลย

 

โจทก์ประกอบการธนาคารพาณิชย์ โจทก์ให้จำเลยทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดและสัญญากู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนจำเลยแม้เป็นบุคคลธรรมดา แต่จำเลยทำสัญญาบัญชีเดินสะพัด วงเงินรวม ๑๖,๒๐๐,๐๐๐ บาท และทำสัญญากู้ยืมเงิน วงเงินรวม ๗,๕๕๐,๐๐๐ บาท กับโจทก์ ซึ่งเป็นเงินจำนวนมากเกินกว่าความจำเป็นในการประกอบอาชีพเพื่อดำรงชีพ พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่าจำเลยแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยจึงมิใช่ผู้บริโภคแต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ในมูลสัญญาบัญชีเดินสะพัด สัญญากู้ยืมเงิน และบังคับจำนอง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔) 

 

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดและแก้ไขเพิ่มเติมอีก ๓ ฉบับ วงเงินรวม ๑๖,๒๐๐,๐๐๐  บาท และทำสัญญากู้ยืมเงิน ๒ ฉบับ วงเงินรวม ๗,๕๕๐,๐๐๐ บาท กับโจทก์ ตกลงชำระดอกเบี้ยตามอัตราและวิธีการที่กำหนดไว้ในสัญญาและประกาศโจทก์โดยจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน กับมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมทำหนังสือค้ำประกันการชำระหนี้ภายหลังทำสัญญาจำเลยไม่สามารถชำระหนี้ได้จึงทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์แต่จำเลยผิดนัด  โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์และบังคับจำนอง

        จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

         จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

         โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่าคดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค

         พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ประกอบการธนาคารพาณิชย์  โจทก์ให้จำเลยทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดและสัญญากู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยแม้เป็นบุคคลธรรมดา แต่จำเลยทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดและสัญญากู้ยืมเงินจำนวนมากจากโจทก์ เกินกว่าความจำเป็นในการประกอบอาชีพเพื่อดำรงชีพ พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่า จำเลยแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยจึงมิใช่ผู้บริโภคแต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติ แห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ในมูลสัญญาบัญชีเดินสะพัด สัญญากู้ยืมเงิน และบังคับจำนอง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)

วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

                                                                             วินิจฉัย ณ วันที่     ๑๗     เดือน     มกราคม     พุทธศักราช     ๒๕๖๗

สุวิชา   นาควัชระ

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์