คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาง ย. โจทก์
ที่ ๖๖๗/๒๕๖๖ นาง น. กับพวก จำเลย
เดิมโจทก์จดทะเบียนขายฝากที่ดินซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของโจทก์ไว้กับนาง ช. แต่โจทก์ไม่มีเงินไปไถ่ถอน จำเลยทั้งสามร่วมกันหลอกลวงโจทก์ให้จดทะเบียนขายฝากที่ดิน ๑ แปลงกับจำเลยที่ ๒ และจดทะเบียนขายฝากที่ดิน ๒ แปลงกับจำเลยที่ ๓ เพื่อนำเงินไปไถ่ถอนที่ดินจากนาง ช. ภายหลังโจทก์จดทะเบียนขายฝากที่ดินกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ แล้ว จำเลยทั้งสามไม่ได้นำเงินไปไถ่ถอนที่ดินจากนาง ช. แม้โจทก์เป็นบุคคลธรรมดา แต่ไม่ปรากฏว่าที่ดินทั้งสามแปลงที่จดทะเบียนขายฝากกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นั้น เป็นที่อยู่อาศัยของโจทก์หรือเป็นที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติคุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๑๑ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินสามแปลงโดยอ้างมูลละเมิด จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔)
โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์จดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๘๕๐๒ ตำบลนาผือ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของโจทก์ไว้กับ นางชวลิดา พิพัฒน์โรจนกมล แต่โจทก์ไม่มีเงินไปไถ่ถอน จำเลยทั้งสามร่วมกันหลอกลวงโจทก์ให้จดทะเบียนขายฝากที่ดิน ๑ แปลง กับจำเลยที่ ๒ และจดทะเบียนขายฝากที่ดิน ๒ แปลง กับจำเลยที่ ๓ โดยจะได้เงินรวม ๓,๒๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อนำเงินไปไถ่ถอนที่ดินจากนางชวลิดา ภายหลังโจทก์จดทะเบียนขายฝากที่ดินกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ แล้ว จำเลยทั้งสามไม่ได้นำเงินไปไถ่ถอนที่ดินจากนางชวลิดา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดิน ๓ แปลง ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ตามฟ้อง เพื่อให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวกลับเป็นของโจทก์
จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ
จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสามหลอกลวงโจทก์ให้จดทะเบียนขายฝากที่ดิน ๓ แปลง กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อันเป็นมูลละเมิดโดยแท้ โจทก์และจำเลยทั้งสามจึงไม่มีนิติสัมพันธ์ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคต่อกัน ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อ้างในคำร้องขอให้วินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๑๑ ซึ่งบัญญัติให้คดีที่มีข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการขายฝากเป็นคดีผู้บริโภคตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค โดยให้ถือว่าผู้ขายฝากเป็นผู้บริโภค แม้โจทก์เป็นบุคคลธรรมดา แต่ไม่ปรากฏว่าที่ดินทั้งสามแปลงที่จดทะเบียนขายฝากกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นั้น เป็นที่อยู่อาศัยของโจทก์หรือเป็นที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินสามแปลงตามคำฟ้องโดยอ้างมูลละเมิด จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
วินิจฉัย ณ วันที่ ๑๒ เดือน กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
(นายชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์)
ประธานศาลอุทธรณ์