คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาย ห. โจทก์
ที่ ๔๔๕/๒๕๖๖ นาย ว. จำเลย
โจทก์จดทะเบียนขายฝากที่ดินจำนวน ๒ แปลงไว้กับจำเลย เพื่ออำพรางการกู้ยืมเงินที่นำไปใช้ในการทำโครงการเมืองอุทยานสุขภาพ หากเป็นจริงดังที่โจทก์อ้างต้องบังคับตามมูลกู้ยืมเงิน แต่การที่โจทก์กู้ยืมเงินจำนวนมากจากจำเลยเพื่อนำไปใช้ในการทำโครงการเมืองอุทยานสุขภาพ โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภค และเมื่อที่ดินทั้งสองแปลงตามคำฟ้องมิใช่ที่อยู่อาศัยของโจทก์และมิใช่ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๑๑ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องกับให้จำเลยนำเงินที่โจทก์ชำระไปหักชำระหนี้เงินต้นที่โจทก์กู้ยืมจากจำเลย จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔ )
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จดทะเบียนขายฝากที่ดินจำนวน ๒ แปลงไว้กับจำเลย เพื่ออำพรางการกู้ยืมเงินจำนวน ๒๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยจำเลยคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี ต่อมาโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยไถ่ถอนทรัพย์ที่ขายฝาก แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดิน ๒ แปลงตามฟ้อง และขอให้พิพากษาว่าเงินที่โจทก์ชำระค่าดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดตกเป็นโมฆะโดยให้นำไปหักชำระเงินต้นที่โจทก์กู้ยืมจากจำเลย
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลจังหวัดหล่มสักส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และตาม (๔) คดีแพ่งที่มีกฎหมายบัญญัติให้ใช้วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่า โจทก์กู้ยืมเงินจำนวนมากจากจำเลยเพื่อนำไปใช้ในการทำโครงการเมืองอุทยานสุขภาพสุขเวศน์ อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ แม้จำเลยให้กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์กับจำเลยก็ไม่มีนิติสัมพันธ์ในฐานะผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจต่อกัน และตามพระราชบัญญัติคุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๑๑ บัญญัติให้คดีที่มีข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการขายฝากเป็นคดีผู้บริโภคตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค โดยให้ถือว่าผู้ขายฝากที่เป็นบุคคลธรรมดาเป็นผู้บริโภค แม้โจทก์เป็นบุคคลธรรมดา แต่ที่ดิน ๒ แปลงตามคำฟ้องมิใช่ที่อยู่อาศัยของโจทก์และมิใช่ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ส่วนปัญหาว่าการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันในชั้นพิจารณา เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องกับให้จำเลยนำเงินที่โจทก์ชำระโดยอ้างว่าเป็นดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไปหักชำระหนี้เงินต้นที่โจทก์กู้ยืมจากจำเลย จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔ )
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
วินิจฉัย ณ วันที่ ๓ เดือน พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
(นายชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์)
ประธานศาลอุทธรณ์