คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ ธนาคาร ก โจทก์
ที่ ๖๑๓/๒๕๖๗ นาย ก จำเลย
โจทก์ประกอบการธนาคารพาณิชย์และให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้กู้และอยู่ในฐานะผู้รับบริการนั้นแม้เป็นบุคคลธรรมดาแต่อ้างในคำให้การว่าทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์เพื่อนำไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการของบริษัท จ จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในมูลกู้ยืมและบังคับจำนอง โดยให้จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ ๒ ฉบับ ฉบับแรกเพื่อซื้อห้องชุดใช้เป็นที่อยู่อาศัย ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เบิกเงินกู้ไปเพียง ๙๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ฉบับที่สองเพื่อใช้จ่ายส่วนตัวจำนวน ๑,๐๗๑,๐๐๐ บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมตามอัตราและวิธีการที่กำหนดไว้ในสัญญาและประกาศโจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จดทะเบียนจำนองห้องชุด ๒ ห้อง เป็นประกัน จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ ๒ ให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมกับโจทก์ ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่สามารถชำระหนี้ได้จึงทำสัญญารับสภาพหนี้เพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์ แต่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ผิดนัด โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และบังคับจำนอง
จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ นำเงินกู้ที่ได้รับไปใช้ในกิจการของบริษัท จ จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจโรงแรมและมีจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ประกอบการธนาคารพาณิชย์ และให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้กู้และอยู่ในฐานะผู้รับบริการนั้นแม้เป็นบุคคลธรรมดา แต่อ้างในคำให้การว่าทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์เพื่อนำไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการของบริษัทเจซี เควิน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในมูลกู้ยืมและบังคับจำนอง โดยให้จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
วินิจฉัย ณ วันที่ ๒ เดือน กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗
สุวิชา นาควัชระ
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์