คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ บริษัท ซ. จำกัด โจทก์
ที่ ๒๒๗/๒๕๖๖ นาง ส. กับพวก จำเลย
โจทก์ประกอบกิจการค้าปลีกทางอิเล็กทรอนิกส์และขายสินค้าแก่จำเลยที่ ๑ ตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ซื้อนั้น แม้เป็นบุคคลธรรมดา แต่จำเลยที่ ๑ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร จำเลยที่ ๑ ซื้อสินค้าจำนวนมากจากโจทก์คิดเป็นราคาสินค้า ๑๗,๗๖๖,๓๘๗ บาท พฤติการณ์แห่งคดีเชื่อได้ว่านำไปใช้ในกิจการอันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยทั้งสองจึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้ในมูลซื้อขาย จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการค้าปลีก จำเลยที่ ๒ (บริษัท ธ. จำกัด) ประกอบกิจการค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน มีจำเลยที่ ๑ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ ๑ สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์หลายครั้งรวม ๕๖๙ รายการ เป็นเงิน ๑๗,๗๖๖,๓๘๗ บาท โจทก์ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยที่ ๑ ครบถ้วนแล้ว ต่อมาจำเลยทั้งสองรับสภาพหนี้ว่าเป็นหนี้ค่าสินค้าโจทก์ ตกลงผ่อนชำระเป็น ๕ งวด แต่จำเลยทั้งสองผิดนัด โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการและจำเลยที่ 1 ให้การว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ประกอบกิจการค้าปลีกทางอิเล็กทรอนิกส์และขายสินค้าแก่จำเลยที่ ๑ ตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ซื้อนั้น แม้เป็นบุคคลธรรมดา แต่จำเลยที่ ๑ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๒ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร จำเลยที่ ๑ซื้อสินค้าจำนวนมากจากโจทก์ พฤติการณ์แห่งคดีเชื่อได้ว่านำไปใช้ในกิจการ อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยทั้งสองจึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้ในมูลซื้อขาย จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
วินิจฉัย ณ วันที่ ๙ เดือน มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
(นายชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์)
ประธานศาลอุทธรณ์