ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์        นางสาว ป ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน                        โจทก์

ที่ ๗๓๔/๒๕๖๘                                  นาง ส                                                       จำเลย

                        โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยทำบันทึกข้อตกลงว่าจ้างโจทก์ที่ ๑ จัดหาทีมทนายความเพื่อแก้ต่างคดีที่จำเลยกับพวกถูกฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ พE ๒๕๓/๒๕๖๖ ของศาลจังหวัดภูเก็ต ตกลงค่าจ้าง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยจะนำต้นฉบับที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๑๘๕๕ ตำบลราไวย์ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ของจำเลยส่งมอบให้เป็นหลักประกัน โจทก์ที่ ๑ ทำงานที่รับจ้างให้แก่จำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระค่าจ้างและไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ที่ ๑ หลังจากนั้นจำเลยถอนทนายความและผู้รับมอบอำนาจที่โจทก์ที่ ๑ จัดหาให้ในคดีดังกล่าวออกอันเป็นการผิดสัญญา           โจทก์ที่ ๑ ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ที่ ๑ โอนสิทธิเรียกร้องตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ ๒ โจทก์ที่ ๒ มีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลยและทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง หรือส่งมอบโฉนดที่ดินตามฟ้องแก่โจทก์ทั้งสองจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ 

                   จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

     จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

    พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ที่ ๑ รับจ้างจำเลยจัดหาทีมทนายความเพื่อแก้ต่างคดีโดยเรียกค่าจ้างเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์ที่ ๑ จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ    ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ โจทก์ที่ ๒ รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ดังกล่าวที่มีต่อจำเลย โจทก์ที่ ๒ จึงเป็นผู้สืบสิทธิและอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกันส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างและอยู่ในฐานะผู้รับบริการแม้เป็นบุคคลธรรมดา แต่เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนและผู้ถือหุ้นของบริษัท ด  จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร จำเลยว่าจ้างโจทก์ที่ ๑ จัดหาทนายความเพื่อแก้ต่างคดีที่บริษัทดังกล่าวและจำเลยถูกฟ้องอันมีมูลจากการประกอบธุรกิจของจำเลย พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้เชื่อได้ว่า จำเลยแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากบริการที่ได้รับจากโจทก์ที่ ๑ อีกต่อหนึ่ง จำเลยจึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้อันมีมูลจากสัญญาจ้างทำของ  จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตาม พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔)

วินิจฉัยว่า ไม่เป็นคดีผู้บริโภค

(นายอดิศักดิ์   ตันติวงศ์)

ประธานศาลอุทธรณ์