ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์         นาย ฌ. กับพวก                                                  โจทก์

ที่ ๗๗๐/๒๕๖๗                                         บริษัท พ. จำกัด กับพวก                                    จำเลย

           โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์ทั้งสองเป็นชาวต่างชาติทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องชุดเพื่ออยู่อาศัยในโครงการ ป. กับจำเลยทั้งสาม ๑ ห้อง ราคา ๔,๓๐๐,๐๐๐ บาท มีข้อตกลงว่าเมื่อโจทก์ทั้งสองชำระเงินค่าซื้อขายให้แก่จำเลยทั้งสามครบถ้วนแล้ว จำเลยทั้งสามจะจดทะเบียนสิทธิการเช่าห้องชุดและชำระค่ารับประกันค่าเช่าให้แก่โจทก์ทั้งสองตามอัตราที่กำหนดไว้ ภายหลังทำสัญญาโจทก์ทั้งสองชำระค่าซื้อสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยทั้งสามครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยทั้งสามไม่จดทะเบียนสิทธิการเช่าห้องชุด และไม่ชำระค่ารับประกันค่าเช่าแก่โจทก์ทั้งสองให้ครบถ้วน ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย โจทก์ทั้งสองทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามดำเนินการจดทะเบียนการเช่า และส่งมอบห้องชุด หรือร่วมกันคืนเงินพร้อมดอกเบี้ย และร่วมกันชำระค่ารับประกันค่าเช่าแก่โจทก์ทั้งสอง

           จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์ทั้งสองเป็นนักธุรกิจและลงทุนเพื่อเก็งกำไร คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง หรือให้ชำระเงินเพียงที่จำเลยที่ ๑ รับมาพร้อมดอกเบี้ย

           จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

           โจทก์ทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค

           พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ เป็นบริษัทจำกัด ทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องชุดให้แก่โจทก์ทั้งสองตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๑ จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ทั้งสองเป็นบุคคลธรรมดา แม้ทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องชุดในคดีนี้เพียง ๑ ห้อง แต่ปรากฏตามคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ที่ ๑๕๐/๒๕๖๕ ว่า โจทก์ที่ ๑ ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการอื่นอีก ๒ ห้อง โดยมีข้อตกลงให้จำเลยในคดีดังกล่าวชำระค่าตอบแทนจากการนำห้องชุดออกให้บุคคลภายนอกเช่าแก่โจทก์ที่ ๑ รวมเป็นห้องชุด ๓ ห้อง ซึ่งเกินกว่าความจำเป็นในการอยู่อาศัยโดยไม่ปรากฎพฤติการณ์พิเศษ เมื่อมีข้อตกลงว่า โจทก์ทั้งสองจะได้รับผลตอบแทนการรับประกันค่าเช่าพฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่า โจทก์ทั้งสองแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดอีกต่อหนึ่ง โจทก์ทั้งสองจึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามในมูลสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องชุด จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)

           วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

 

                                                                           (นางสุวิชา นาควัชระ)

                                                                           ประธานศาลอุทธรณ์