คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นางสาว น โจทก์
ที่ ๗๘/๒๕๖๗ นาง ร จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบอาชีพค้าขายเครื่องประดับ ใช้ชื่อร้าน น จำเลยซื้อเครื่องประดับประมาณ ๕๕ รายการ จากโจทก์ รวมเป็นเงิน ๗,๓๐๑,๘๐๐ บาท แต่จำเลยชำระค่าสินค้าเพียง ๓,๗๗๑,๘๐๐ บาท และทำหนังสือรับว่าจะชำระหนี้ส่วนที่ค้างพร้อมค่าเสียหายอีก ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๔,๕๓๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ แต่จำเลยผิดนัด โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภค ตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ประกอบอาชีพค้าขายเครื่องประดับและขายเครื่องประดับให้แก่จำเลยตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยซื้อเครื่องประดับจำนวนมากจากโจทก์และยินยอมชำระค่าเสียหาย ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์จากการผิดนัดชำระค่าเครื่องประดับ พฤติการณ์ส่อแสดงว่าจำเลยแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยจึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจ
ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้อันมีมูลจากสัญญาซื้อขาย จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์