ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์       นายน.                                                              โจทก์

ที่  ๗๘/๒๕๖๘                                 นางฐ.                                                              จำเลย                  

              โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ xxxxx แขวงบางชัน เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร พร้อมบ้านเลขที่ x/xxx ในโครงการช. มีบริษัทจ. จำกัด เป็นตัวแทนของโจทก์ในการบริหารจัดการนำที่ดินออกให้เช่า ให้เช่าซื้อ หรือขาย จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวจากโจทก์มีกำหนด ๓ ปี ตกลงชำระค่าเช่าเป็นรายเดือนมีข้อตกลงให้จำเลยซื้อทรัพย์ที่เช่าได้ ภายหลังทำสัญญาจำเลยผิดนัดชำระค่าเช่า โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา แต่จำเลยและบริวารยังคงครอบครองและใช้ประโยชน์ทรัพย์ที่เช่า ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปและส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระและค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง

                   จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                 พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ให้จำเลยเช่าที่ดินพร้อมบ้านโดยเรียกค่าเช่าเป็นค่าตอบแทน ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ การซื้อและขาย หมายความรวมถึงการเช่าและให้เช่าด้วย ในการให้เช่าที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าว โจทก์ว่าจ้างบริษัทจ. จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นตัวแทนของโจทก์ในการบริหารจัดการ ทั้งสัญญาเช่ามีข้อตกลงให้จำเลยมีสิทธิขอซื้อทรัพย์ที่เช่าจากโจทก์ได้ พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่า โจทก์ให้จำเลยเช่าที่ดินพร้อมบ้านตามฟ้องโดยเรียกค่าเช่าเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าจึงอยู่ในฐานะผู้ขายและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าและอยู่ในฐานะผู้ซื้อนั้นเป็นบุคคลธรรมดา ทำสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากโจทก์เพื่ออยู่อาศัย ไม่ปรากฏว่าจำเลยแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากทรัพย์ที่เช่าอีกต่อหนึ่ง จำเลยจึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลสัญญาเช่า จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)

วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภค

(นายอดิศักดิ์   ตันติวงศ์)

ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา

ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์