ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์                 นางสาว ล                     โจทก์

ที่  ๗๘๒/๒๕๖๗                                            บริษัท บ จำกัด              จำเลย 

                    โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นชาวต่างด้าวสัญชาติจีน จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายคอนโดมิเนียม ฟ. (โครงการรับประกันรายได้) ในโครงการ XXX กับจำเลย คือ ห้องชุดเลขที่  XXX XXX XXX และ XXX มีข้อตกลงว่าจำเลยจะชำระค่าธรรมเนียมรายได้ก่อนหักภาษีให้แก่โจทก์ตามอัตราและวิธีการที่กำหนดไว้ในสัญญา ภายหลังทำสัญญา โจทก์ชำระค่าห้องชุดให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยผิดนัดชำระเงินค่าธรรมเนียมรายได้ โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

                    จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์เป็นนักธุรกิจและนักลงทุนเพื่อเก็งกำไร คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

                    จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                    โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค

                    พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภค ตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดให้แก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้จะซื้อนั้นเป็นชาวต่างชาติ โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในคดีนี้ รวม ๔ ห้อง และปรากฏตามสำนวนคดีของศาลจังหวัดภูเก็ต หมายเลขดำที่ XXX ซึ่งส่งมาให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในคราวเดียวกันว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าห้องชุดในโครงการ XXX อีก ๓ ห้อง รวมเป็นห้องชุด ๗ ห้อง ซึ่งเกินกว่าความจำเป็นในการอยู่อาศัยโดยไม่ปรากฏพฤติการณ์พิเศษ เมื่อมีข้อตกลงชำระเงินค่าธรรมเนียมรายได้ พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่า โจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)

                    วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

 

                                                                            (นางสุวิชา   นาควัชระ)

                                                                             ประธานศาลอุทธรณ์